ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สนใจอยู่ 3 ประเด็นที่สำคัญ

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอได้ง่าย เมื่อมีคนพิมพ์หาด้วย keyword หนึ่ง ๆ ในช่อง Search ของ Google จะปรากฏเว็บไซต์ขึ้นมามากมาย เว็บไซต์ที่อยู่อันดับต้น ๆ มาจากการทำ SEO ได้ดีก็จะมีโอกาสได้รับการสั่งซื้อสินค้าและเป็นที่จดจำในกลุ่มผู้ใช้งานได้มากขึ้น

เจ้าของเว็บไซต์ทุกคนต่างมุ่งหวังอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างการสืบค้น ที่เรียกว่าส่วนของออร์แกนิก SERPs หรือ search engine result pages เพราะมีการเก็บสถิติวิจัยด้านการตลาดพบว่าเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับ 1-5 ของ Organic SERPs จะมียอดขายสินค้ามากกว่าเว็บไซต์อันดับล่างลงไป จำนวนหลายเท่าตัว จึงหมายถึงโอกาสการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วย

การทำเว็บไซต์ SEO นั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สนใจอยู่ 3 ประเด็นที่สำคัญ คือ

โครงสร้างหรือผังเว็บไซต์

ส่วนโครงสร้างหรือผังของเว็บไซต์ มีความจำเป็นที่ต้องใช้งานง่าย แยกหมวดหมู่ของสินค้าให้เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายประทับใจ และควรมี chatbot หรือระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ มาเป็นผู้ช่วยในการตอบคำถามง่าย ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ เพราะจะสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและประหยัดเวลาให้ผู้บริโภคประทับใจมากขึ้น

คุณภาพของเนื้อหา

ในเว็บไซต์ต้องมีหัวใจหลักคือ เนื้อหาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งมีการผลิตรูปหรือสื่อมัลติมีเดียที่แตกต่างจากเว็บไซต์อื่น ๆ จึงจะทำให้ระบบ algorithm ของ Google ประเมินว่ามีความน่าสนใจสูง ทำให้ได้คะแนน SEO ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ต้องไม่มีการคัดลอกบทความหรือรูปภาพมาจากแหล่งอื่น ๆ ที่จะทำให้ถูกแบนหรือลดอันดับความน่าเชื่อถือด้วย

การทำลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ภายนอก

เมื่อมีการผลิตบทความแล้ว ควรที่จะใส่ Reference หรือแหล่งอ้างอิงของข้อมูล เพื่อเป็นการให้คุณค่าแก่เว็บไซต์ที่นำข้อมูลมาใช้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการทำ backlink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมส่งเสริมการขายซึ่งกันและกันได้ การมี backlink ที่มีคุณภาพสูงจะช่วยให้อันดับ SEO ดีขึ้น และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้

การทำ SEO ผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์สามารถศึกษาจากหนังสือและฝึกทำได้ด้วยตัวเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือจะจ้างบริษัททำก็ได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องทราบว่าการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลที่มีคุณภาพ 3 ถึง 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้นการจ้างทำ SEO เท่ากับเพิ่มต้นทุนทางธุรกิจด้วย

ทั้งนี้ ควรมีการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากการทำ SEO โดยใช้โปรแกรมเฉพาะ เช่น Google search Console ที่จะแสดงค่าสถิติด้านการเข้าชม ประสิทธิภาพของการใช้ keyword แต่ละคำ ความสามารถเชื่อมโยงลูกค้าเข้ามาจากแต่ละลิงก์ ฯลฯ เพื่อให้วางแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ได้อย่างเหมาะสมต่อไป เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านนำไปต่อยอดเพื่อให้มียอดขายที่ดีและมีลูกค้าที่มากขึ้นได้จากการทำ SEO

ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงแนะนำให้ทำ SEO ให้เว็บไซต์ 2019

SEO เป็นเทคนิคการตลาด

SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่คนทำเว็บไซต์ออนไลน์ต้องทำความรู้จักเนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เหมาะกับผู้เริ่มทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แต่ยังทำให้อันดับในการสืบค้นอยู่หน้าแรกของ Google เสมอ ซึ่งจะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคและมียอดขายดีตามไปด้วย

SEO หรือ search engine optimization เป็นการพัฒนาหลาย ๆ ส่วนของเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์ที่ Google กำหนด ได้แก่ การปรับโครงสร้างให้ใช้งานง่ายสะดวกทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การมีเนื้อหาที่น่าสนใจในแต่ละหน้า ตอบโจทย์การค้นหาแต่ละ keyword การมีลิงก์เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์ภายนอกที่มีคุณภาพสูง ฯลฯ

ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ควรรู้ คือ

1. ตัวช่วยที่ดีสำหรับการเลือก keyword

ตัวช่วยหาคำสำคัญแบบ Long-tailed keyword ที่คนนิยมค้นหา เปรียบได้กับหัวใจของการทำบทความในเว็บไซต์ ที่คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ ๆ ควรรู้จัก คือ Google keyword planner จะมีการแสดงคำต่าง ๆ คู่กับสถิติเปอร์เซ็นต์การคลิกเข้าชมของเว็บไซต์ชั้นนำที่มียอดขายสูง ให้คุณนำไปดัดแปลงต่อยอดในการเขียนบทความได้

2. การทำ Backlink และ Hyperlink

เป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเว็บไซต์หลายแห่งเข้าด้วยกันผ่านเว็บไซต์ของคุณ จะทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้ดีขึ้น เพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ให้มีอันดับ SEO ที่ดีขึ้นได้ สามารถเรียนรู้การทำได้ผ่าน plugin Yoast SEO

3. การแชร์ไปยังสื่อโซเชียล

คนรุ่นใหม่นิยมใช้หลาย ๆ แพลตฟอร์ม เช่น YouTube, Facebook, Instagram หากประทับใจเว็บไซต์ใด มักแชร์และบอกต่อ ซึ่งสามารถดูสถิติการแชร์ได้ผ่าน Google search console เพื่อดูว่าควรปรับเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าในทิศทางใด

ข้อดีสำคัญของการทำ SEO

เป็นเทคนิคที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง หากพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างบริษัททำ SEO ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์เป็นรายคลิกหรือที่เรียกว่า pay per click ได้

ข้อจำกัดของ SEO

ระบบ algorithm ของ Google จะมีการสำรวจและเก็บข้อมูลการทำ SEO เป็นระยะ เพื่อนำไปวิเคราะห์เป็นคะแนน เปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การจัดอันดับของเว็บไซต์คุณ โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 6 เดือนหลังการทำ จึงเห็นผลช้ากว่าการทำโฆษณาที่จะเห็นผลในช่วง 1-2 วันเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า SEO เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ต้องศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับร้านค้าออนไลน์อื่นที่มีมานาน ซึ่งการทำธุรกิจออนไลน์ในอนาคต จำเป็นที่จะต้องแข่งขันด้านคุณภาพของเว็บไซต์ SEO มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เราหวังว่าทุกท่านจะเห็นความสำคัญของการทำ SEO และศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ให้ธุรกิจเติบโตต่อไป

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ SEO อยากทำให้เว็บไซต์ดี ต้องดู

วิธีแก้ 404 Error ในเว็บไซต์ SEO

404 Error เป็นปัญหาที่เกิดจากการเชื่อมโยงลิงก์ไม่สมบูรณ์ หรือมีบางเพจถูกลบข้อมูลไป ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการจัดอันดับ SEO ที่ลดลงจาก Google กระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าเมื่อเปิดเจอเพจที่เข้าถึงข้อมูลไม่ได้

การแก้ปัญหา 404 Page Not Found สามารถที่จะทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. การแก้ไขผ่าน Rank Math SEO

ก่อนอื่นเจ้าของเว็บไซต์หรือผู้ดูแลต้องตรวจสอบก่อนว่า เว็บไซต์มีลิงก์ที่เป็น Error 404 หรือไม่ โดยเข้าไปที่ Google search Console ซึ่งเป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์ ว่าสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ SEO หรือไม่ โดยเข้าไปดูในหัวข้อของ Crawl Error หรือหน้ารวมผลความผิดพลาดของเว็บไซต์

หากพบว่ามีเพจที่ปรากฏข้อผิดพลาด 404 Error ซึ่งจะมีข้อมูลทั้งชื่อ URL ที่มีปัญหา Hit หรือ จำนวนการเข้าใช้งานและ Access time ที่หมายถึงเวลาใช้งาน เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว ให้เข้าไปในฟังก์ชันที่ชื่อ Redirections ของ Rank Math SEO เพื่อทำการเปลี่ยน URL address ที่ให้เชื่อมโยงใหม่ ซึ่งจะสามารถกำหนดค่าได้ว่าจะให้เป็นการเปลี่ยนชั่วคราวหรือถาวรใน URL addressนั้น จากนั้นกดคำว่า activate อีกครั้ง เพื่อทำให้กระบวนการสมบูรณ์

แต่หากต้องการพิสูจน์ให้มั่นใจ 100 เปอร์เซนต์ ว่า Redirections ทำงานจริงหรือไม่ ให้เข้าไปที่ฟังก์ชัน Redirections ของ Rank Math SEO อีกครั้ง จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ URL address ที่ตั้งคำสั่งเข้าไปใหม่เมื่อสักครู่

2. การแก้ไขด้วย plugin ชื่อ Redirections

หลังจากเช็คว่ามี 404 Page Not Found ใน Google Search Console แล้ว ให้เข้าไปที่หัวข้อ Tools แล้วเลือก Direction หลังจากนั้นให้คัดลอก URL addressที่มีปัญหา มาใส่ในช่อง Source URL และนำ URL ใหม่ใส่ลงไปในช่อง Target URL แล้วกดที่คำว่า Add Redirection เพื่อเป็นการยืนยันคำสั่ง

หลังจากนั้น ต้องไปยืนยันอีกครั้งที่ Google search Console ทำเครื่องหมายว่าผ่านการแก้แล้ว หรือ Mark as fixed อีกครั้งเสมอ ซึ่งหากมีหลายเพจที่มีปัญหา 404 Error นี้ ก็ต้องทำกับแต่ละ URL address เช่นนี้จนครบ ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาค่อนข้างมาก

3. การแก้ไขผ่าน Yoast SEO

การทำเช่นนี้ ต้องเป็นแบบ Yoast SEO รุ่นพรีเมี่ยมเท่านั้น โดยสามารถแก้ไขได้สะดวก ไม่ต้องแก้ทีละจุดอย่าง plugin Redirections โดยให้ไปที่ หัวข้อ Search Console ของ Yoast SEO และคลิกที่ Get Google Authorization Code เพื่อนำรหัสที่ระบบแจ้ง มาใช้ในการดึงลิงก์ URL address ที่มีปัญหาจาก Google มาแสดงให้เห็น เพื่อแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว โดยจะอยู่ในหมวด 301 Redirect และไม่ต้องไปทำการกด Mark as Fixed ใน Google search Console อีกครั้ง

จะเห็นได้ว่าเทคนิคการแก้ไข 404 Error มีอยู่หลายแบบ ซึ่งคุณสามารถที่จะเรียนรู้การทำงานของแต่ละ plugin ทั้งแบบฟรีและเวอร์ชั่นพรีเมี่ยมได้ เพื่อที่จะปรับคุณภาพของเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO ได้อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น

การแก้ปัญหา 404 Page Not Found

การทำ SEO ให้แก่รูปภาพ เพื่อให้สืบค้นได้ง่าย

เราหลายคนเคยใช้บริการหารูปภาพใน Google image search ซึ่งภาพต้น ๆ จะเห็นรูปภาพที่สวยงามน่าประทับใจ ชวนให้คลิกเข้าไปอ่านบทความเสมอ หากคุณต้องการทำให้รูปภาพที่ประกอบในเว็บไซต์คุณอยู่ในอันดับต้น ๆ อย่างนั้นบ้าง จะต้องทำ SEO อย่างไร เรามีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน ดังนี้

การทำ SEO ให้แก่รูปภาพ เพื่อให้สืบค้นได้ง่าย ต้องประกอบไปด้วย

1. การทำ sitemap

sitemap หมายถึง ไฟล์ที่เก็บข้อมูลสรุปให้ Google ดูได้ง่าย ๆ ว่าภายในเว็บไซต์คุณประกอบไปด้วย URL ย่อย ๆ อะไรบ้าง เทียบได้กับสารบัญของหน้าหนังสือ ซึ่ง sitemap แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ Default และ Extension

ส่วนรูปภาพประกอบเว็บไซต์ จะเก็บรวมกับวิดีโอ ในส่วนของ Extension sitemap การ submit ส่วนนี้ จะช่วยให้ระบบ algorithm ของ Google วิเคราะห์รูปภาพของคุณได้ง่ายขึ้น โดยแนะนำตัวช่วยในการสร้าง sitemap คือ www.xml-sitemaps.com ที่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำในราคาประหยัด

2. การอธิบายรูปภาพอย่างละเอียด

ควรใช้ฟังก์ชัน Alt Tag ใน wordpress และปลั๊กอิน Yoast SEO เพื่อใส่รายละเอียดของภาพให้มากที่สุด และจะช่วยในการวิเคราะห์ชี้จุดอ่อนให้ทราบว่า keywords สำหรับภาพนั้นควรแก้ไขจุดใด

ทั้งนี้ ควรเริ่มจากคำภาษาอังกฤษง่าย ๆ ที่สื่อสารให้เข้าใจได้ว่าในภาพมีใคร กำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน ธีมภาพสีอะไร องค์ประกอบของสิ่งของเครื่องใช้ในภาพมีอะไรบ้าง ฯลฯ ไม่ควรใช้ภาษาไทย เพราะมีโอกาสสะกดผิดสูงและไม่เป็นสากล

3. การเลือกตำแหน่งในการวางภาพ

ควรให้อยู่ในย่อหน้าเดียวกับบทความที่เนื้อหาสอดคล้องกันเสมอ แต่ไม่จำเป็นต้องมีภาพประกอบในทุกย่อหน้าก็ได้ การเลือกตำแหน่งที่ดี จะช่วยให้ระบบ AI ของ Google วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการแสดงผลใน Google image Search ลำดับบน ๆ มากขึ้นตามไปด้วย

สำหรับการตรวจสอบผลการทำ SEO รูปภาพ วิธีง่ายที่สุดในการเช็คว่า การปรับแต่งที่กล่าวมามีผลดีจริง ควรใช้ตัวช่วยที่เรียกว่า Google search Console ใน โดยเข้าไปที่หัวข้อ แผนผังไซต์ จะมีผลประมวลว่ามีรูปภาพจำนวนเท่าใดที่ส่งแล้ว มีกี่ภาพที่มีการทำดัชนีไว้เรียบร้อย หากตัวเลขมีมากเท่าไหร่ก็แสดงว่า ระบบ AI ของ Google มีการเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบันตามการแก้ไขที่มากขึ้น จะส่งผลให้อันดับ SEO ของรูปภาพในเว็บไซต์คุณได้รับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO เพื่อให้ภาพของคุณมีอันดับการสืบค้นใน Google image search ที่ดียิ่งขึ้น เป็นตัวช่วยที่จะทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักสร้างการจดจำแบรนด์และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผลที่ตามมาคือ จะมีตัวเลขการขายสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย

ทำ SEO อย่างไรให้ภาพโชว์บน Google image Search อันดับต้นๆ

เรียนรู้ การทำ SEO ให้รูปภาพในเว็บไซต์

การทำ SEO (search engine optimization) ให้เว็บไซต์ ตามระบบที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำให้อันดับของเว็บไซต์ทางธุรกิจมีโอกาสในการถูกค้นเจอง่ายขึ้น ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อการขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากการทำ SEO ให้กับบทความแล้ว ยังครอบคลุมถึงการทำ SEO ให้รูปภาพ การใช้เทคนิคแบบมืออาชีพที่จะทำให้รูปภาพต่าง ๆ ในเว็บไซต์ถูกต้องตามหลักการทำ SEO ดียิ่งได้ มีดังนี้

เทคนิคแบบมืออาชีพ ตามหลัก SEO

1. รูปที่เข้าถึงลูกค้า

ควรใช้รูปภาพที่ถ่ายทำขึ้นเอง โดยใช้คนไทยเป็นนายแบบนางแบบมาทำท่าทางประกอบต่าง ๆ เพราะจะได้รับความนิยมจากผู้อ่าน สื่อความหมายและมีอารมณ์ร่วมกับบทความมากยิ่งขึ้น ดีกว่าการซื้อภาพจากเว็บไซต์ขายภาพ ที่มักเป็นคนต่างประเทศมาแสดง จะทำให้เพิ่มการติดตามได้มากขึ้นในระยะยาว

2. ตั้งชื่อรูปภาพให้เหมาะสม

การตั้งชื่อรูปภาพในเว็บไซต์ SEO ควรจะใส่ keyword ที่สอดคล้องกันลงไปเสมอ โดยให้นึกถึงคำง่าย ๆ สั้น ๆ ว่าใครกำลังทำอะไรที่ไหนทำอย่างไร หรือเป็นคำที่สื่อถึงกิริยาท่าทางของคนในรูปภาพ จะสามารถช่วยให้บทความตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

3. ใส่ความหมายของธีม theme

ธีมหรือหมวดหมู่ของภาพเป็นสิ่งสำคัญที่เอามาตั้งชื่อภาพได้ เช่น ภาพอาหารก็สามารถใส่คีย์เวิร์ดได้ว่า เป็นธีมด้านสุขภาพ ผิวพรรณ ความงาม หากเป็นรูปของสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเขา ทะเล ก็สามารถใส่ธีมว่า พักผ่อน ท่องเที่ยว เดินทาง คลายเครียด ฯลฯ การใส่ theme ที่ดีจะทำให้ประเด็นของบทความและรูปภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และตรงกับการพิมพ์ค้นหาจากลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น ทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นตามไปด้วย

4. ใช้ชื่อรูปภาพเป็นภาษาอังกฤษ

ควรใช้คำภาษาอังกฤษที่เป็นการสื่อความหมายได้ง่าย เป็นคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน เช่น ความรัก ก็ควรใช้คำว่า Love คำว่าความสุข ก็ใช้คำว่า happy ไม่จำเป็นต้องใช้คำยากหรือศัพท์ทางวิชาการ เพราะจะเข้าถึงการสืบค้นของกลุ่มผู้ใช้งานจริงได้ง่ายกว่า

5. ใส่แบรนด์ รุ่นสินค้า

หากเป็นรูปภาพของสินค้าที่มียี่ห้อ ก็ควรจะใส่ชื่อแบรนด์และรุ่นลงไปเป็นคีย์เวิร์ดในรูป เช่น รองเท้า กระเป๋า ของใช้ด้านกีฬา โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

6. ไม่ใช้ภาษาไทยในการตั้งชื่อภาพ

เนื่องจากการใช้ปลั๊กอิน All-in-one-wp migration ที่ต้องใช้ในการนำรูปอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์จะทำให้ตัวอักษรผิดเพี้ยนวรรณยุกต์หรือหายไปได้ จะทำให้ไม่สามารถตรงกับการสืบค้นได้จริง จึงควรเลือกใช้ตัวอักษรเป็นภาษาอังกฤษจะให้ผลดีกว่า

จะเห็นได้ว่า ตั้งชื่อภาพในเว็บไซต์ตามระบบ SEO มีความสำคัญต่อการทำให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น หวังว่าแนวทางที่นำเสนอข้างต้น จะช่วยให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ได้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์มากขึ้นต่อไป

เทคนิคแบบมืออาชีพ ตามหลัก SEO

กูรูแนะนำว่าก่อนเปิดเว็บไซต์ออนไลน์ ควรศึกษาการทำ SEO

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีระบบอินเทอร์เน็ตสื่อสารความเร็วสูงที่ช่วยให้การสื่อสารคล่องตัวตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ซื้อและผู้ขายจากทั่วโลกสามารถติดต่อเชื่อมโยงกันได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว ซึ่งในขณะที่มีข้อดี ก็มีข้อเสียตามมา คือ ทำให้มีคู่แข่งทางธุรกิจเกิดขึ้นมากด้วย

กูรูด้านการตลาดจึงแนะนำให้ผู้ที่สนใจการขายสินค้าออนไลน์ ควรศึกษาการทำ SEO ตั้งแต่ก่อนเปิดเว็บไซต์ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจและเพิ่มยอดขายได้ดีในระยะยาว

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคที่จะช่วยให้เว็บไซต์ออนไลน์ของคุณประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นกฎเกณฑ์ที่ทาง Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ออกแบบมา เพื่อใช้ในการที่จะวิเคราะห์แยกแยะคุณภาพของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ขายสินค้าแต่ละประเภท

หากเว็บไซต์ใดมีการพัฒนาอย่างรอบด้าน ตามที่ Search Engine กำหนด ก็จะสามารถทำให้ระบบ AI อัจฉริยะประมวลและวิเคราะห์ผลออกมาได้ว่าเป็นเว็บไซต์มีคุณภาพสูง ทำให้ถูกสืบค้นเจอได้ง่าย เป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าจอการสืบค้นของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ และจะนำมาซึ่งยอดขายที่ดีมากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับล่างลงไปหลายเท่าตัวทีเดียว

การทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

1. On-Page SEO

เป็นการออกแบบเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้บริโภค ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของแต่ละเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น

การเลือกฟอนต์ตัวอักษร ธีมสีและออกแบบโลโก้ที่สื่อสารถึงแบรนด์ได้อย่างชัดเจน เช่น ธุรกิจที่ขายสินค้าออร์แกนิกไร้สารเคมี ก็ควรเลือกธีมสีที่เป็นโทนสีเขียว และโลโก้ที่อ่านง่ายดูสบายตา เพื่อแสดงถึงความเป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

การผลิตบทความที่มีคุณภาพโดยใช้ Keyword ที่วิจัยแล้วว่าตรงกับการสืบค้นของกลุ่มผู้บริโภค โดยมีการกระจาย Keyword ในเนื้อหาบทความอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ถูกระบบ Algorithm วิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะ หรือ Spam ได้

การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายทั้งในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานของผู้บริโภคยุคปัจจุบันการทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วน

2. Off-Page SEO

คือการสร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณกับเว็บไซต์ภายนอก เช่น ห้องแชทต่าง ๆ ใน Facebook หรือ Pantip ทำให้เกิดการขยายฐานลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น และเกิดการจดจำแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แก่ Search Engine จึงเหมาะกับผู้ประกอบการรายใหม่ที่กำลังคิดทำเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือผู้ต้องการหารายได้เสริมจากการขายสินค้าออนไลน์

หวังว่าบทความนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่นักธุรกิจออนไลน์มือใหม่ทุกท่านในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

ใช้ปลั๊กอิน yoast SEO อย่างไรให้เว็บไซต์อันดับดีขึ้น

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ตามระบบ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคที่ช่วยให้การเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายมีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน ทั้งนี้มีเครื่องมือสำคัญ คือ การใช้ ปลั๊กอิน yoast SEO ที่มีประโยชน์ในการช่วยวิเคราะห์หาจุดอ่อนในบทความ SEO เพื่อการปรับแต่งให้เหมาะสมก่อนที่จะนำไปโพสต์ขึ้นบนโลกออนไลน์ ผู้ที่ทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ จึงควรศึกษาข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ปลั๊กอิน yoast SEO ดังที่เราได้นำมากล่าวดังต่อไปนี้

1.จำนวน keyword ที่มีการใส่ในเพจ

ปลั๊กอิน yoast SEO จะมีช่องที่เขียนว่า focus keyword เพื่อให้เราใส่ keyword ที่ต้องการ ซึ่งแนะนำว่าให้ใช้เพียงคำเดียวที่ตรงกับบทความที่สุด ควรมีลักษณะเป็น niche-long tailed keywords เช่น คำว่า “รองเท้ากีฬาไนกี้สำหรับผู้หญิง” แทนการใช้คำว่า “รองเท้า” เพื่อเจาะจงกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด ซึ่งจะปรากฏผลไฟเขียว ที่แสดงว่า ผ่าน หรือ ใช้คำได้เหมาะสมแล้ว (กรณีเป็นไฟอื่น เช่น สีส้ม สีแดง ควรอ่านคำวิเคราะห์ที่ระบบแสดง เพื่อปรับแต่งใหม่ตามคำแนะนำ จึงจะสอดคล้องกับระบบ SEO ที่เราหวังผล)

2. ความยาวของชื่อเรื่องหรือ title

การคิดชื่อเรื่องเป็นสิ่งสำคัญในการดึงดูดใจคนอ่าน ปลั๊กอิน yoast SEO จะมีช่องให้ใส่ SEO title แล้วคลิกให้ทำการวิเคราะห์ จะปรากฏแถบสีเขียว ที่มีความยาวแตกต่างกัน ตามระดับความเหมาะสม ควรเพิ่มความยาวจนกว่าจะไม่ปรากฏเป็นสัญญาณแดงเตือน เพื่อให้ชื่อเรื่องมีประสิทธิภาพสื่อสารถึงผู้อ่านได้สูงที่สุด

3. การใส่ลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์

ปลั๊กอิน yoast SEO จะมีฟังก์ชันที่เรียกว่า hyperlink เป็นรูปโซ่ เพื่อช่วยให้เกิดการตอบสนองเมื่อมีการคลิก กล่าวคือ เมื่อผู้อ่านได้เลื่อนเมาส์ไปตรงข้อความช่วงนี้ จะเปลี่ยนจากรูปลูกศรกลายเป็นรูปมือ เมื่อคลิกก็จะปรากฏหน้าต่างใหม่ของเว็บไซต์ ที่เป็นการขยายความต่ออย่างละเอียด นับว่าเป็นช่องทางที่สะดวกในการยกอันดับ SEO ให้สูงขึ้น และยังทำให้เพิ่มความน่าสนใจของบทความได้อีกด้วย

4. ปริมาณ keyword ที่ใส่ลงในแต่ละบทความ

การใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆ ควรซ้ำไม่เกินกว่า 2.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งปลั๊กอิน yoast SEO สามารถช่วยวิเคราะห์ได้ทันทีว่า การใช้ keyword ในบทความนั้น ๆ เหมาะสมหรือไม่ โดยจะแจ้งว่าควรมีไม่เกินกี่คำในบทความนั้น จึงช่วยเสริมสร้างความสะดวกในการจัดทำบทความคุณภาพสูงได้ปลั๊กอิน yoast SEO ดังที่เราได้นำมากล่าว

จะเห็นว่า การใช้ปลั๊กอิน yoast SEO เป็นเครื่องมือที่ดีในการปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ของบทความ ทั้งการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ การตั้งชื่อที่เหมาะสม การใส่ลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ที่ส่งผลต่ออันดับ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

หากมีการปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ตามคำแนะนำจากผลการวิเคราะห์ของปลั๊กอิน yoast SEO อย่างสม่ำเสมอ ก็มั่นใจได้ว่าจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของอันดับ SEO ที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะสัมพันธ์กับยอดขายและฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน

วิธีการทำการตลาด เพื่อพัฒนาเว็บไซต์

การทำกิจการเว็บไซต์ขายของออนไลน์ในยุคปัจจุบันนี้ จำเป็นจะต้องพัฒนาทั้งด้านขององค์ความรู้ในการทำตลาด SEO และ SEM ร่วมกับการพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด จึงจะทำให้กิจการอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้อย่างดี ในส่วนการทำ SEO และ SEM ยังมีผู้ขายสินค้าออนไลน์จำนวนไม่น้อย ที่ยังมีความสงสัยว่าควรทำเทคนิค SEO หรือ SEM ให้แก่เว็บไซต์ดีกว่ากัน เราจึงได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจมาสรุปไว้ เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปพิจารณากัน ดังนี้

วิธีการทำการตลาด เพื่อพัฒนาเว็บไซต์

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทำการตลาดที่เน้นการพัฒนาส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์และการทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่ายสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เช่น การทำบทความ SEO และสื่อวีดีโอที่มีคุณประโยชน์ ไม่มีการคัดลอกจากแหล่งอื่นใด โดยการใช้ Keyword SEO ตรงกับการสืบค้นของลูกค้าเป้าหมายเป็นแกนของเรื่อง

เมื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทำการสืบค้นโดยใช้ Keyword SEO ดังกล่าว ก็จะปรากฏเว็บไซต์ของคุณอันดับต้น ๆ ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือและเพิ่มยอดการขายได้มากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ การทำ SEO ก็มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้เวลาในการผลิตบทความจำนวนมากพอที่จะสะสมข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบอัลกอริทึมของ Search Engine ทำการประมวลและจัดอันดับ SEO ออกมา จึงใช้เวลาค่อนข้างนานประมาณ 2-3 เดือนขึ้นไป กว่าจะเห็นผลในการเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการเห็นผลไว จะต้องทำ SEO ควบคู่กับเทคนิค SEM หรือ Search Engine Marketing คือการซื้อพื้นที่โฆษณา ที่ช่วยเสริมสร้างการรับรู้ของลูกค้าเป้าหมายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ เช่น การจัด Event การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย การเปิดตัวสินค้าใหม่ ฯลฯ ซึ่งเป็นวิธีที่ทั่วโลกใช้กัน เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันกับแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดเดิม (ของสินค้าประเภทเดียวกัน) เช่น กลุ่มเครื่องสำอาง รองเท้าแฟชั่น ของใช้อุปโภคบริโภค ฯลฯ

ทั้งนี้ การสร้างแบรนด์ใหม่ที่ต้องการให้เกิดการจดจำและก็เกิดการบอกต่ออย่างรวดเร็ว หากใช้วิธี SEM จะมีการเสียค่าใช้จ่ายในระบบ Pay Per Click หรือ PPC ให้แก่ Bing, Yahoo หรือ Google และต้องมีการประมูลกับคู่แข่งแบรนด์อื่น ที่ต้องการใช้ Keyword SEO คำเดียวกันด้วย ท่านที่ต้องการประชาสัมพันธ์แบบ SEM จึงควรควรเตรียมค่าใช้จ่ายสำรองเอาไว้ เพื่อการส่งเสริมการขายอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะมีความคุ้มค่ามาก หากทำให้มีรายได้หรือกำไรที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายในช่วงสั้น ๆ นี้

กล่าวได้ว่า SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดที่สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ และต้องมีการวางแผนอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเว็บไซต์จนประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ เลือก ควรทำ SEO หรือ SEM วิธีใดดีกว่ากัน

ทำไมนักศึกษาควรรู้เรื่อง SEO ก่อนเปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์

การทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์เป็นสิ่งที่นักศึกษานิยมมากในปัจจุบัน เพราะว่าสามารถเพิ่มรายได้ระหว่างการเรียนได้ ทั้งนี้การทำเว็บไซต์ตามหลักเกณฑ์ SEO (Search Engine Optimization) ของ Bing, Yahoo และ Google เป็นสิ่งสำคัญมากที่นักศึกษาควรรู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะพัฒนาเว็บไซต์ควบคู่ไปกับการสร้างฐานลูกค้า ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบทางการค้าเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นในระยะยาว

การทำเว็บไซต์ SEO ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

หากนักศึกษาต้องการจะขายสินค้านำเข้า เช่น อุปกรณ์สำหรับเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ควรจะพิจารณาองค์ประกอบต่อไปนี้

1.1 หา Keyword ที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้พิมพ์เพื่อหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น Mouse เล่นเกมส์ ที่รองมือเล่นเกมส์ คีย์บอร์ดเล่นเกมส์ แล้วนำคำเหล่านี้มาใช้ในการเขียนบทความที่น่าสนใจ

1.2 เขียนหัวข้อบทความ SEO ที่ดึงดูดใจคนอ่าน เพื่อกระตุ้นให้มียอดคลิกเข้ามาชมมากขึ้น หรือเรียกว่าเป็นการเพิ่มค่า CTR หรือ Click Through Rate ซึ่งจะส่งผลให้การจัดอันดับเว็บไซต์ในหน้าต่างการสืบค้นดียิ่งขึ้น เช่น คีย์บอร์ดเล่นเกมส์รุ่นไหนใช้ดีจนแชมป์ต้องยอม เมาส์รุ่นไหนคลิกมันส์ที่สุด เป็นต้น

1.3 ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งบนมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่นักศึกษาสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองหรือปรึกษานักพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้ที่เล่นเกมส์ทั้งบนระบบมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จะมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก

1.4 การสร้างคลิปที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับ Keyword ที่ใช้ผลิตบทความ เช่น สอนการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ เช่น คีย์บอร์ดสำหรับเล่นเกมส์ที่เล่นได้คล่องมือระดับแชมป์ E-Sports เป็นต้น เพื่อดึงดูดใจให้คนสนใจอยากซื้อสินค้า

2. Off-Page SEO

เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ SEO ที่ขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น โดยการเข้าสู่วงสนทนาในห้องแชทต่าง ๆ เช่น ห้องคุยสำหรับคนเล่นเกมส์ ทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานในกลุ่ม Facebook หรือ Pantip ซึ่งมักเป็นผู้ที่มีกำลังซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้อยู่ตลอด ซึ่งเมื่อมีการให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงให้ข้อมูลอัพเดทเกี่ยวกับสินค้ารุ่นใหม่ ๆ จะทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในความรู้และมักขอลิงก์เว็บไซต์เพื่อมาสั่งซื้อสินค้าต่อไป

วิธีการนี้ เรียกว่า Backlink เป็นเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์จำนวนมากประสบผลสำเร็จ เป็นการเพิ่มปริมาณผู้ชมหรือ Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้อย่างเห็นผลชัดเจน

แม้นักศึกษาจะเป็นนักธุรกิจออนไลน์หน้าใหม่ แต่หากเรียนรู้การทำ SEO ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ที่มีความน่าสนใจและมีอันดับต้น ๆ ในการสืบค้นไม่ต่างจากนักธุรกิจมืออาชีพ เพียงอาศัยความตั้งใจและต้องพัฒนาเว็บไซต์ตามระบบ SEO อย่างสม่ำเสมอ ย่อมประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายและสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

การทำเว็บไซต์ SEO ประกอบไปด้วย 2 ส่วน

เทคนิคการทำ SEO ให้ขายดีพอ ๆ กับเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนจากหน้าร้านบนถนนมาเป็นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 5G ที่ลูกค้าจำนวนมากใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ในการหาร้านค้าที่น่าสนใจ ซึ่งมักมีเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ในแต่ละวงการธุรกิจที่ขายสินค้าได้มากตลอดปี หากคุณขายสินค้าในหมวดหมู่เดียวกันก็ควรต้องใช้เทคนิค SEO ในการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้มียอดขายสูสีกับเว็บไซต์เหล่านั้น

เทคนิคการทำ SEO ที่คุณสามารถเรียนรู้และนำไปพัฒนาเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง มีดังนี้

1. ใช้ Keyword อย่างเหมาะสม

Keyword ตามทฤษฎีแล้ว มีทั้งแบบคำสั้นและวลียาว หากต้องการที่จะให้เว็บไซต์คุณปรากฏต่อลูกค้าเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เพิ่มโอกาสซื้อขายได้มากขึ้น ก็ควรจะทำเป็น Long Tail Keyword ที่จำเพาะเจาะจง หรือเรียกว่าเป็น Niche Market เพื่อให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่มสามารถค้นหาร้านของคุณได้ตรงใจที่สุด ตัวอย่างเช่น คุณขายเสื้อผ้าเด็ก คุณอาจจะใช้ Keyword ว่า เสื้อยืดเด็ก ลายการ์ตูน ราคาถูก กรุงเทพ เป็นต้น

2. ตำแหน่ง keyword

เลือกหา Keyword ที่ดีจากสถิติใน Google หรือ Search Engine อื่น ๆ ที่ลูกค้าใช้บริการหาร้านค้าเป็นหลัก และควรมี 2-3 Keyword ในแต่ละบทความ โดยมีทั้ง Keyword ที่เป็นคำค้นหาหลักและรอง กระจายในเนื้อหา จะทำให้บทความมีคุณภาพทั้งในด้านการสืบค้นและ อ่านแล้วยังได้สาระประโยชน์ ทำให้ผู้อ่านประทับใจ หากคุณรู้เรื่องของสินค้าเป็นอย่างดี และสามารถที่จะผลิตบทความได้เอง ทั้งเปิดช่องให้ผู้อ่านแสดงความคิดเพิ่มเติมจากบทความ ก็จะช่วยให้ได้บทความที่มีความน่าสนใจและนำมาซึ่งยอดขายที่ดียิ่งขึ้น

3. ใส่ใจสถิติหรือ User signals

สถิติที่แต่ละเว็บไซต์เช็คได้ในการบริหารจัดการ เป็นสิ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเว็บไซต์ได้ เช่น

– ค่า CTR หรือ Click Through Rate เป็นอัตราการคลิกเข้าอ่านหรือชมสินค้าในเว็บไซต์ ค่านี้จะเพิ่มถ้าการเขียนหัวข้อเว็บไซต์มีความน่าสนใจดึงดูด จะทำให้มีคนเข้ามาอ่านและมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

– ค่า Time On Site หมายถึงระยะเวลา (นาที) ที่ผู้ชมคลิกแล้วอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ ยิ่งเพิ่มคุณภาพของเนื้อหาในแต่ละเพจ ก็จะทำให้ค่านี้สูงขึ้น

– ค่า Bounce Rate แสดงถึงการที่ผู้ชมอยู่ในหน้าเพจนั้นยาวนาน เช่น ชมคลิป อ่านข้อมูล โดยไม่ได้กดไปดูเพจอื่น ๆ ถ้าทำให้คลิปน่าสนใจ ก็จะได้ค่าตัวเลขที่ดีมากขึ้น

นอกจากนี้ การเพิ่มประชาสัมพันธ์ด้วยการโพสต์ตอบคำถามตามเว็บไซต์ภายนอก แล้วทำลิงก์เชื่อมโยงมาสู่เว็บไซต์ธุรกิจ ก็เป็นวิธี Off-page SEO ที่นิยม ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ หากนำข้อมูลที่กล่าวมาไปปรับใช้กับเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ มั่นใจได้ว่าจะมียอดขายดีขึ้นพอ ๆ กับเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่อย่างแน่นอน

เทคนิคการทำ SEO ที่คุณสามารถเรียนรู้และนำไปพัฒนาเว็บไซต์