เทคนิคการทำ SEO ให้ขายดีพอ ๆ กับเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนจากหน้าร้านบนถนนมาเป็นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 5G ที่ลูกค้าจำนวนมากใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ในการหาร้านค้าที่น่าสนใจ ซึ่งมักมีเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ในแต่ละวงการธุรกิจที่ขายสินค้าได้มากตลอดปี หากคุณขายสินค้าในหมวดหมู่เดียวกันก็ควรต้องใช้เทคนิค SEO ในการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้มียอดขายสูสีกับเว็บไซต์เหล่านั้น

เทคนิคการทำ SEO ที่คุณสามารถเรียนรู้และนำไปพัฒนาเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง มีดังนี้

1. ใช้ Keyword อย่างเหมาะสม

Keyword ตามทฤษฎีแล้ว มีทั้งแบบคำสั้นและวลียาว หากต้องการที่จะให้เว็บไซต์คุณปรากฏต่อลูกค้าเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เพิ่มโอกาสซื้อขายได้มากขึ้น ก็ควรจะทำเป็น Long Tail Keyword ที่จำเพาะเจาะจง หรือเรียกว่าเป็น Niche Market เพื่อให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่มสามารถค้นหาร้านของคุณได้ตรงใจที่สุด ตัวอย่างเช่น คุณขายเสื้อผ้าเด็ก คุณอาจจะใช้ Keyword ว่า เสื้อยืดเด็ก ลายการ์ตูน ราคาถูก กรุงเทพ เป็นต้น

2. ตำแหน่ง keyword

เลือกหา Keyword ที่ดีจากสถิติใน Google หรือ Search Engine อื่น ๆ ที่ลูกค้าใช้บริการหาร้านค้าเป็นหลัก และควรมี 2-3 Keyword ในแต่ละบทความ โดยมีทั้ง Keyword ที่เป็นคำค้นหาหลักและรอง กระจายในเนื้อหา จะทำให้บทความมีคุณภาพทั้งในด้านการสืบค้นและ อ่านแล้วยังได้สาระประโยชน์ ทำให้ผู้อ่านประทับใจ หากคุณรู้เรื่องของสินค้าเป็นอย่างดี และสามารถที่จะผลิตบทความได้เอง ทั้งเปิดช่องให้ผู้อ่านแสดงความคิดเพิ่มเติมจากบทความ ก็จะช่วยให้ได้บทความที่มีความน่าสนใจและนำมาซึ่งยอดขายที่ดียิ่งขึ้น

3. ใส่ใจสถิติหรือ User signals

สถิติที่แต่ละเว็บไซต์เช็คได้ในการบริหารจัดการ เป็นสิ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเว็บไซต์ได้ เช่น

– ค่า CTR หรือ Click Through Rate เป็นอัตราการคลิกเข้าอ่านหรือชมสินค้าในเว็บไซต์ ค่านี้จะเพิ่มถ้าการเขียนหัวข้อเว็บไซต์มีความน่าสนใจดึงดูด จะทำให้มีคนเข้ามาอ่านและมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

– ค่า Time On Site หมายถึงระยะเวลา (นาที) ที่ผู้ชมคลิกแล้วอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ ยิ่งเพิ่มคุณภาพของเนื้อหาในแต่ละเพจ ก็จะทำให้ค่านี้สูงขึ้น

– ค่า Bounce Rate แสดงถึงการที่ผู้ชมอยู่ในหน้าเพจนั้นยาวนาน เช่น ชมคลิป อ่านข้อมูล โดยไม่ได้กดไปดูเพจอื่น ๆ ถ้าทำให้คลิปน่าสนใจ ก็จะได้ค่าตัวเลขที่ดีมากขึ้น

นอกจากนี้ การเพิ่มประชาสัมพันธ์ด้วยการโพสต์ตอบคำถามตามเว็บไซต์ภายนอก แล้วทำลิงก์เชื่อมโยงมาสู่เว็บไซต์ธุรกิจ ก็เป็นวิธี Off-page SEO ที่นิยม ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ หากนำข้อมูลที่กล่าวมาไปปรับใช้กับเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ มั่นใจได้ว่าจะมียอดขายดีขึ้นพอ ๆ กับเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่อย่างแน่นอน

เทคนิคการทำ SEO ที่คุณสามารถเรียนรู้และนำไปพัฒนาเว็บไซต์

SEO จำเป็นแค่ไหน ต้องทำตอนไหน

ธุรกิจยุคสมัยนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก SEO กันแล้ว ถามว่าจำเป็นแค่ไหน ก็ตอบเลยว่า ถ้าธุรกิจใดละเลยไม่ได้ทำ SEO ก็เหมือนถูกดันไปอยู่ท้ายซอยที่กว่าลูกค้าจะเดินเข้าไปถึงก็น้อยคนมาก เพราะร้านค้าริมถนนและหน้าปากซอยกวาดเอากลุ่มลูกค้าดี ๆ ไปหมดแล้ว การอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาในเสิร์จเอ็นจิ้น อย่าง Google นั้น ก็เหมือนการได้ทำเลที่ดีที่สุดที่จะดักกลุ่มเป้าหมายให้หันมาซื้อสินค้าหรือบริการได้มากที่สุด

ข้อดีของการทำ SEO

ธุรกิจของคุณอยู่ในสายตาลูกค้า

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณมีสินค้าที่ยอดเยี่ยมแต่ไม่มีคนเห็น ต้องมาอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาเท่านั้น ลูกค้าจึงจะมองเห็นว่าคุณขายอะไร คนเข้าชมเว็บ 1000 คน ก็ต้องเป็นลูกค้าได้สัก 10 คน ยิ่งคนจำนวนมากมองเห็นร้านค้าของคุณ คุณก็ยิ่งมีโอกาสทำกำไร

มีความเสถียร ลูกค้าต้องการหาเมื่อไหร่ก็เจอ

ลูกค้าอาจไม่ได้เข้ามาร้านค้าของคุณครั้งแรกก็ซื้อเลย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเว็บไซต์ของคุณบังเอิญถูกเจอ แต่ตำแหน่งของเว็บคุณอยู่ในหน้าที่ 5 ของผลการค้นหา ลูกค้าที่กลับมาในวันต่อ ๆ ไป ก็จะไม่เจอเว็บไซต์ของคุณแล้ว อาจเปลี่ยนใจไปซื้อร้านอื่นแทน หากเว็บไซต์ของคุณอยู่ในหน้าแรก ลูกค้าก็จะจำได้ อยากหาเมื่อไหร่ก็ยังคงอยู่ที่หน้าแรกเสมอ ยิ่งเกิดความเชื่อมั่นต่อลูกค้า

ใคร ๆ ก็กล่าวถึงและแนะนำ

คุณคงเคยแนะนำเว็บไซต์ให้เพื่อนใช่ไหม เว็บแรก ๆ ในหน้าผลการค้นหาเท่านั้นที่มักจะถูกส่งต่อไปให้เพื่อน ๆ เช่น แนะนำเว็บประกาศขายคอนโด เว็บให้บริการดูแลสัตว์เลี้ยง เว็บที่ขายเสื้อผ้าสวย ๆ ยิ่งคุณอยู่ในหน้าแรกได้สูงและนานเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะถูกกล่าวถึงและแนะนำมากขึ้นเท่านั้น สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้จากการบอกกล่าวแบบปากต่อปากของผู้ที่พบเจอเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

แล้วต้องทำ SEO ตอนไหน?

การทำ SEO ควรวางแผนคู่กันไปกับธุรกิจ สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่แรกเริ่มการดำเนินการ หลักจากที่คุณมีสินค้าและบริการพร้อมส่งถึงมือผู้ซื้อแล้ว และมีเว็บไซต์ที่เสร็จสมบูรณ์ กระบวนการ SEO ก็สามารถเริ่มได้จากตอนนี้เลย เพื่อจะได้มีเวลาเก็บสถิติต่าง ๆ ของผู้ชมเว็บไปวัดผลและปรับปรุงการทำ SEO ต่อไป

มาถึงตอนนี้คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่า SEO นั้นไม่จำเป็น ในยุคที่คนส่วนใหญ่ใช้มือถือเป็นทุกอย่างในชีวิตหรือ IOT (Internet of Thing) ยิ่งต้องทำให้สินค้าและบริการของคุณขึ้นหน้าผลการค้นหาเป็นอันดับแรก ๆ เพื่อที่จะได้ลูกค้าที่มากที่สุด สร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้ในระยะยาว

ข้อดีของการทำ SEO

ประโยชน์ 3 ข้อ ของการทำ SEO

ความยากของผู้ประกอบการที่กำลังจะเริ่มทำธุรกิจ คือการทำให้ผู้บริโภคได้รู้จักสินค้าหรือบริการของเรา และต้องสร้างความน่าเชื่อถือในสินค้าหรือบริการนั้นด้วย ก็เป็นเรื่องน่าคิดว่าถ้าผู้ประกอบการไม่มีทุนที่จะทำการโฆษณาดังกล่าวแล้ว จะทำอย่างไร ? จึงเป็นที่มาของการทำ SEO เพราะเชื่อหรือไม่ว่าการทำ SEO ใช้เงินลงทุนไม่กี่พันบาท แต่ได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการลงทุนหลักแสนหลักล้านเลยทีเดียว เพราะเป็นการนำเสนอ Content ของเราในช่องทางออนไลน์ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในยุคสมัยนี้

ประโยชน์ 3 ข้อ ของการทำ SEO

เจาะกลุ่มตลาดตรงเป้าหมาย สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจก่อนเลยก็คือ สินค้าหรือบริการของเรานั้น ตรงกับกลุ่มเป้าหมายใด เพราะอยากเจาะกลุ่มตลาดไม่ตรงเป้าหมาย ก็เหมือนเป็นการเข็นครกขึ้นภูเขา ในเมื่อความต้องการซื้อ-ขาย ไม่ตรงกัน พยายามไปก็เท่านั้น สู้เอาแรงที่มีมาเจาะกลุ่มให้ตรงเป้าหมายดีกว่า โดยการทำ SEO จะอาศัย Keyword ในการทำ Content นำเสนอสิ่งที่เราต้องการสื่อให้ตรงกับตลาดเป้าหมายให้มากที่สุด ดังนั้นผู้ที่เห็น Content ของเราจึงมั่นใจได้เลยว่าเป็นลูกค้าของเราอย่างแน่นอน

เป็นการโฆษณาที่คนเห็นเยอะที่สุด การทำ SEO ใน Search Engine ดัง ๆ อย่าง Google ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในการค้นหาที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกมาเป็นอันดับหนึ่ง จะทำให้มีผู้คนพบเห็น Content ของเรามากที่สุดด้วย แต่ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า Google จะมีหน้าค้นหาหลายหน้า จึงไม่แปลกเลยถ้าเราจะตกไปอยู่หน้าท้าย ๆ คนก็จะเห็นเว็บไซต์ของเราน้อยไปด้วย ดังนั้นเราจึงต้องนำการทำ SEO มาปรับใช้ เพื่อดันให้เว็บไซต์ของเราไปอยู่ในหน้าแรก ๆ หากทำได้ก็ถือเป็นการโฆษณาที่ดีที่สุด และถูกที่สุดวิธีหนึ่งเลยทีเดียว

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไร ทำไมผู้ประกอบการหน้าใหม่ต้องทำ

ใช้ทุนต่ำ เหมาะกับผู้ประกอบการมือใหม่ เพราะการทำ SEO เป็นการอาศัย Keyword ดี ๆ มีการค้นหาสูง นำมาประกอบการทำ Content คุณภาพ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นหามาก ๆ จนได้รับการจัดอันดับของ Google ให้ไปอยู่ในหน้าแรก ๆ นั่นเอง ซึ่งเป็นวิธีการโฆษณาที่ใช้ทุนต่ำมาก หากใครที่มีสกิลในการเขียนอยู่แล้ว ก็สามารถลงมือเองได้เลย หรือจะจ้างบริษัทที่รับทำเกี่ยวกับเรื่องนี้มาใช้บริการก็ได้ แต่รับรองเลยว่าใช้ทุนไม่เยอะ แถมได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดอีกด้วย

บางครั้งในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วนี้ เราก็จะเป็นจะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อปรับตัว เพราะเชื่อว่าแม้แต่ตอนนี้ก็ยังมีคนที่ไม่รู้จักการทำ SEO และใช้วิธีการโฆษณาในแบบเดิม ๆ ที่นอกจากจะใช้ทุนสูงแล้ว ยังไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้ลองศึกษาถึงวิธีการทำ SEO เพื่อเป็นอีกแนวทางที่จะทำให้ธุรกิจได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเอง

การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ออนไลน์ ใช้วิธี SEO หรือ SEM ดีกว่ากัน

การทำประชาสัมพันธ์หรือการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันมีหลายช่องทาง ซึ่ง SEO และ SEM เป็นที่นิยมมาก เนื่องจากช่วยเพิ่มยอดขายและทำให้เป็นเว็บไซต์เป็นที่รู้จักได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม การทำ SEO และ SEM ก็มีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน ซึ่งเราได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญมาไว้ที่นี่แล้ว ดังนี้

1. ด้านระยะเวลา

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้ดีในหน้าต่างการสืบค้น อันเป็นผลจากการวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ หรือ AI ที่ไม่สามารถควบคุมลำดับหรือตำแหน่งในการนำเสนอได้ จึงต้องอาศัยระยะเวลาจากการสะสมข้อมูล ดังนั้น สิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องทำ คือ การผลิตเนื้อหา รูปภาพ คลิปวีดีโอ เพื่อดึงดูดให้มีจำนวนการเข้าชมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากเปรียบเทียบกับ SEM หรือ Search Engine Marketing ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์โดยการซื้อพื้นที่โฆษณา เพื่อให้อยู่ในอันดับต้น ๆ เช่น 5 อันดับแรกของหน้าต่างการสืบค้นใน Yahoo และ Google จะเห็นได้ชัดว่า SEM เพิ่มยอดเข้าชมและยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเร็วและมากกว่า

2. ค่าใช้จ่าย

การทำ SEO สามารถทำได้ด้วยเจ้าของเว็บไซต์เพียงคนเดียว จึงเรียกได้ว่าไม่มีค่าใช้จ่ายในการจ้างคนหรือหากจำเป็นต้องจ้างอาจจะใช้บริการจ้างทีมงานมืออาชีพ เพื่อการเขียนบทความ ถ่ายภาพและทำสื่อโฆษณาและทำคลิปวีดีโอต่าง ๆ ประกอบ หลังจากการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันมีโครงสร้างของเว็บไซต์สำเร็จรูปที่ใช้งานได้ที่เพียงพอต่อการใช้งานโดยทั่วไปแล้ว

ส่วนการทำ SEM ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น จากการประมูลพื้นที่โฆษณาในอันดับต้น ๆ และเมื่อมีการคลิกจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเข้าไปในเว็บไซต์ผ่าน link ที่โฆษณา ก็จะทำให้เกิดการคำนวณค่าใช้จ่าย ที่จะต้องชำระให้แก่ทาง Search Engine แบบ Pay Per Click ตามมา

3. ความสม่ำเสมอในการดูแล

การทำ SEO อยู่ที่ตัวของเจ้าของเว็บไซต์เอง ซึ่งหากมีการทำอย่างต่อเนื่องจะเห็นผลที่ชัดเจนทั้งด้านยอดขายและผู้ติดตามเว็บไซต์มากขึ้น โดยที่ยังควบคุมค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

การทำ SEM ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น

ส่วนการทำ SEM หากมีต้นทุนที่จำกัด ควรจะทำเป็นจังหวะช่วงเวลาเพื่อกระตุ้นยอดขายตามสถานการณ์เช่น เมื่อมีการออกสินค้ารุ่นใหม่ มีการจัด Event หรือจัดโปรโมชั่นปลายปี ฯลฯ การทำ SEM ก็ไม่ต้องดูแลในเรื่องรายละเอียด เพียงตั้งค่าไว้กับโปรแกรมโฆษณาของ Search Engine ก็จะทำงานอัตโนมัติและเรียกเก็บเงินเมื่อถึงกำหนด

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO และ SEM มีทั้งข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน นักธุรกิจที่ต้องการประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์มีชื่อเสียงติดตลาด สามารถเลือกทำวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือจะใช้วิธีการแบบผสมผสานให้เสริมจุดแข็งร่วมกันเพื่อช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเจริญก้าวหน้าได้ดียิ่งขึ้นก็ได้