ความผิดพลาดที่ทำให้การทำ SEO ไม่เวิร์ค

องค์ความรู้หลัก ๆ ของการทำ SEO เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในวงการพัฒนารูปแบบเว็บไซต์รู้ไม่แตกต่างกัน สิ่งที่แตกต่างกันคือประสบการณ์และไอเดียใหม่ ๆ ที่ใส่ลงไปในการทำงาน และคำว่าประสบการณ์นี่เองที่ทำให้คนทำ SEO มือเก่าที่ผ่านความผิดพลาดมาก่อนได้เปรียบคนทำ SEO มือใหม่ที่ยังผ่านงานมาน้อย แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับมือใหม่ หากคนที่สนใจการทำ SEO เข้าใจว่าอะไรบ้างที่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในการทำ SEO

ความผิดพลาดที่ทำให้การทำ SEO ไม่เวิร์ค มีดังนี้

1. ไม่รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ

ข้อผิดพลาดที่คนทำ SEO มักจะพลาดกันอยู่เสมอ คือ ความไม่เข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายจนทำให้กำหนดคีย์เวิร์ดและรูปแบบคอนเทนต์ผิดพลาด ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวใจหลักที่ทาง Google ให้ค่าคะแนนในการจัดอันดับสูงเป็นลำดับต้น ๆ

2. บทความไร้คุณภาพเกินไป

การมุ่งเน้นการสร้างคอนเทนต์โดยให้ความสำคัญกับจำนวนและความถี่จนลืมเรื่องคุณภาพที่ดีของคอนเทนต์ คือข้อผิดพลาดที่สองที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ การนำงานเขียนใด ๆ มาคัดลอกหรือดัดแปลงเพียงเล็กน้อยมานำเสนอ จะถูกระบบอ่านว่านี่คือการก๊อบปี้ อันมีผลทำให้คะแนนการจัดอันดับการแสดงผลลดลง

3. เว็บไซต์ยุ่งเหยิงเกินไป

บางเว็บไซต์พยายามใส่อะไรลงไป เพื่อให้ดูมีเนื้อหา ทั้งรูปภาพจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวข้องหรือบทความที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้เข้าชม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เว็บไซต์ดังกล่าวดูสับสนในสายตาของผู้เข้าเยี่ยมชม จนสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้เกิดขึ้น ผลที่ตามมาคือการเข้าชมไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความต่อเนื่อง

4.ทำ ๆ หยุด ๆ

หลายครั้งที่การทำ SEO ได้ผลที่ดีจนเว็บไซต์สามารถขึ้นไปติดอันดับการแสดงผลหน้าแรก ๆ ของกูเกิ้ลได้สำเร็จ แต่ด้วยความผิดพลาดที่ไม่สานต่อการพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง เกิดการทิ้งช่วงของการทำ SEO ในเว็บไซต์ดังกล่าว สุดท้ายก็จะถูกเว็บไซต์อื่นที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุด แซงขึ้นมาจนอันดับการแสดงผลเว็บไซต์ของเราตกลงไปเรื่อย ๆ

5. ไม่กำหนดเป้าหมายการทำ SEO ตั้งแต่แรก

ทุกคนทราบดีว่าการทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกจัดอันดับการแสดงผลในหน้าแรกของ Google แต่การตั้งเป้าหมายแบบลอย ๆ เช่นนี้ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้เช่นกัน เช่น การไม่ระบุผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างแท้จริงว่าเป็นคำสั่งซื้อหรือแค่การพบเห็นเท่านั้น เมื่อทำ SEO ไปได้สักระยะจึงพบว่าเว็บไซต์ถูกแสดงผลในหน้าแรกตามที่ต้องการก็จริง แต่ไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่องค์กรต้องการตามมาเลย ซึ่งนั่นเท่ากับเราเดินไปข้างหน้า แต่เราเดินไปผิดทางมาตลอด

ความผิดพลาดในการทำ SEO เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกเว็บไซต์ หากเราหมั่นตรวจสอบด้วยความละเอียดรอบคอบอยู่เสมอ ข้อผิดพลาดเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง การทำ SEO ของเราก็จะมีโอกาสทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ตามต้องการ

เราควรทำ SEO ด้วยตัวเองหรือจ้างมืออาชีพดี

หนึ่งในคำถามที่เจ้าของเว็บไซต์จำนวนมากสงสัยก็คือ หากอยากทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ธุรกิจของตัวเอง เราควรทำด้วยตัวเองหรือเราควรจ้างมืออาชีพทำดีกว่า? คำตอบในเรื่องนี้มีรายละเอียดที่เราต้องศึกษาหลายอย่าง เพราะการทำ SEO มีสิ่งที่ต้องทำมากมายและใช้เวลาในการติดตามผลอยู่พอสมควร

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่เจ้าของเว็บไซต์ว่าการทำ SEO คือการปรับแต่งองค์ประกอบทุกอย่างของเว็บไซต์เพื่อให้ระบบอัลกอริทึมของ Search engine ซึ่งส่วนมากก็หมายถึงเว็บไซต์ google เป็นหลัก ทำการประมวลผลให้เว็บไซต์ธุรกิจของเราไปปรากฏในหน้าแรกของการแสดงผลเมื่อมีผู้ใช้งานทำการค้นหาหรืออย่างน้อยก็ไม่ควรแสดงผลเกินหน้าที่สอง

ดังนั้นการที่เจ้าของเว็บไซต์จะตัดสินใจว่าจะทำ SEO ด้วยตัวเองหรือจ้างมืออาชีพดีกว่า จึงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1.ประสบการณ์
หากคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์มือใหม่ ไม่เคยมีความรู้หรือมีประสบการณ์เข้าใกล้กับการทำ SEO มาก่อนเลยในชีวิต คำตอบสำหรับคำถามนี้ก็ง่าย ๆ เลย คือคุณควรจ้างมืออาชีพมาทำให้จะเป็นการดีที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียทั้งเวลาและทรัพยากรในการลองผิดลองถูก

2.ความรู้พื้นฐาน
การทำ SEO เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยองค์ความรู้หลากหลายอย่างทั้งด้านเทคนิคการประมวลผล เทรนด์ด้านการตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคและอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งหากเจ้าของเว็บไซต์ขาดความรู้พื้นฐานที่จำเป็นเหล่านี้ การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพก็เกิดขึ้นได้ยาก

3.งบประมาณ
แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ในการพิจารณาว่าจะลองทำ SEO ด้วยตัวเองหรือจะจ้างมืออาชีพมาทำให้ก็คือเราได้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้ไหม สำหรับการทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ของเรา เพราะการทำ SEO ก็ถือเป็นหนึ่งในการทำการตลาดที่ต้องมีต้นทุน เพื่อให้ได้ผลตอบรับกลับมาเป็นรายได้จากการขายหรือบริการที่นำเสนอออกไป

4.ความยากง่ายของธุรกิจ
เรื่องนี้เกี่ยวกับประเภทหรือเนื้อหาของเว็บไซต์ที่เราเป็นเจ้าของ ซึ่งแต่ละประเภทของเนื้อหาก็มีความยากง่ายในการทำ SEO แตกต่างกัน เว็บไซต์บางประเภทที่แข่งขันสูงใน Red ocean ก็จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวิเคราะห์เพื่อออกแบบการทำ SEO ให้ จึงจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่าที่จะทำเองหรือใช้บริการจากคนทำ SEO ทั่วไป

5.ผลตอบแทนที่คาดหวัง
การประมาณการเติบโตของลูกค้า ผู้เข้าชมหรือยอดขายผ่านเว็บไซต์คือสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกว่าจะทำ SEO ด้วยตัวเองหรือเลือกที่จะจ้างมืออาชีพมาทำให้ เพราะเรื่องนี้มีผลโดยตรงต่อการตอบรับของกลุ่มเป้าหมายที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการ ดังนั้นเป้าหมายคือสิ่งที่เราต้องกำหนดระยะเวลาว่าเราต้องการไปถึงจุดนั้นเมื่อใด

ไม่ว่าเราจะเลือกทำ SEO ด้วยตัวเองหรือเลือกที่จะจ้างมืออาชีพมาทำให้ สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำก็คือเราต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า SEO คืออะไร ? มีความสำคัญกับการทำเว็บไซต์ของเราแค่ไหน ? ควบคู่กับการไม่หยุดยั้งพัฒนาธุรกิจของเราด้วย

3 ประเด็นที่ต้องใส่ใจ หากจะทำ SEO และ SEM

SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากทั้งคู่ในปัจจุบัน เพราะการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่การจองซื้อรถยนต์ยังเกิดขึ้นบนเว็บไซต์มากมาย อัตราการแข่งขันทางการตลาดโลกออนไลน์จึงสูงขึ้นมาในสินค้าทุกประเภท เรามาดูกันว่า มีประเด็นใดบ้างที่ต้องใส่ใจหากจะทำ SEO และ SEM

ประเด็นที่ 1 การเข้าถึงลูกค้า
ตามหลักการ SEO แล้ว คีย์เวิร์ดเป็นเหมือนหัวใจในการเข้าถึงลูกค้า เพราะทุกบทความบนเว็บไซต์ต้องมีคีย์เวิร์ดที่เป็นแก่นของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแนวรีวิวสินค้า ความรู้เชิงวิชาการทางแพทย์ กฎหมาย แฟชั่น ฯลฯ ส่วน SEM เป็นเทคนิคประชาสัมพันธ์ทางการตลาดออนไลน์ ที่ไม่ได้มาจากการจัดอันดับของคุณภาพเว็บไซต์ SEO โดยตรง แต่เป็นการซื้อพื้นที่โฆษณา ที่ต้องมีการประมูลสำหรับคีย์เวิร์ดเดียวกันกับ SEO เพื่อได้พื้นที่ประชาสัมพันธ์ด้านบน ๆ ของหน้าจอ google โดยต้องจ่ายแบบ Pay Per Click ตามจำนวนครั้งการคลิกเข้าไปชมอีกด้วย

ประเด็นที่ 2 ตัววัดความสำเร็จ
เว็บไซต์ที่ทำ SEO อาจจะไม่จำเป็นต้องมีสินค้าและบริการโดยตรงแบบการขายของบน Lazada Shopee ก็ได้ เพราะสิ่งตอบแทนจากการเข้าเว็บไซต์อาจเป็นในแง่อื่น ๆ ตามวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ของการสร้างเว็บนั้น ๆ เช่น เพื่อเพิ่มชื่อเสียงแก่แบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้อยากมาตรวจสุขภาพและฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล ทั้งยังคาดหวังว่าผู้อ่านจะช่วยกันแชร์บอกต่อบทความไปแพลตฟอร์มอื่น อันทำให้เพิ่ม traffic ต่อหน้าเพจนั้น ๆ และท้ายที่สุด คือ การได้ค่าโฆษณาจาก Google adsense ในทางอ้อม ซึ่งเป็นแบบ passive income รายได้ไม่จำกัดตามคุณภาพ SEO ส่วนด้าน SEM เป็นกลยุทธ์ของเว็บไซต์ที่ต้องการเจาะตลาดลูกค้า เพื่อสร้างยอดขายไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ประเมินไว้แล้วว่ากำไรส่วนต่างที่เหลือต้องได้มากกว่าค่าโฆษณาที่เป็นต้นทุนค่อนข้างสูง

ประเด็นที่ 3 ความเชื่อมั่นต่อเว็บไซต์
ผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจออนไลน์อยู่แล้วย่อมรู้จัก SEO เป็นอย่างดี หากพิมพ์ใน Google แล้วพบเว็บไซต์ใด ๆ เรียงจากบนลงไปล่าง โดยไม่มีคำว่าโฆษณาติดอยู่ ย่อมหมายถึง คุณภาพเว็บไซต์ที่ดีมีเนื้อหาบทความที่น่าสนใจอันดับต้น ๆ 1 2 3 ย่อมเป็นประโยชน์กับผู้อ่านมากกว่าอันดับรองลงไปเรื่อย ๆ หรืออยู่ในหน้าหลัง ๆ ของกูเกิ้ล ส่วนบุคคลทั่วไปที่ค้นหาข้อมูลใน google เช่นพิมพ์คำว่า อาหารเสริม ก็แสดงถึงความสนใจอยากซื้อสินค้านั้น ๆ เป็นทุนเดิม จะไม่สนใจคำว่าโฆษณาใกล้ลิงก์เว็บไซต์ที่มาจาก SEM มักคลิกเข้าไปเพื่อหาข้อมูลที่ตนเองอยากอ่านและอยากดูโปรโมชั่นที่มี ณ ขณะนั้นเลย

กล่าวได้ว่า SEO และ SEM เป็นสิ่งที่คนทำการตลาดออนไลน์ต้องสนใจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ที่ต้องการควบคุมต้นทุนในยุค covid และ New Normal จากนี้ไป ที่ควรศึกษาทางด้านสถิติการตลาด คำนวณต้นทุนรายรับรายจ่ายที่เหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนขึ้น

5 ข้อควรระวังในการทำ SEO Content

SEO Content อาจเป็นคำที่คุ้นหูสำหรับผู้ที่ทำการตลาดออนไลน์ แต่สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น อาจต้องทำความรู้จักกับ SEO Content ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำการตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น SEO มาจากคำว่า Search engine optimization ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพให้เว็บไซต์ ถูกค้นพบด้วย Search Engine ต่าง ๆ อย่าง Google, Bing , Yahoo , Ask และ Baidu เป็นต้น โดยใช้ Keyword Content เป็นอาวุธซึ่ง Content ที่ว่านี้ค่ะภาพรวมของเนื้อหา เช่น ภาพ ตัวอักษร วีดีโอ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ใส่ไว้ในบทความ ด้วยรายละเอียดเหล่านี้จึงเป็นที่มาของข้อควรระวังในการทำ SEO Content ซึ่งมี 5 ข้อพึงระวัง ดังต่อไปนี้

1.ระวังไม่ให้ Content ขาดสารประโยชน์
เพื่อพื้นฐานสำคัญในการทำ SEO ในช่วงเวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เนื้อหาต้องมีประโยชน์ เพราะหาก Content นั้น ๆ มีข้อมูลและสารประโยชน์ต่อผู้อ่านก็จะเกิดการแชร์ต่อ ๆ กันไป และบางคนก็กลับมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทำให้เกิดการคลิกเข้ามาสู่เพจบ่อยขึ้น สิ่งนี้จะกระตุ้นให้อัลกอริธึมของ Google จัดอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นด้วย

2.ระวังเรื่อง Keywords
ซึ่งเป็นหัวใจหลักของบทความ โดยหลักการทำ SEO นั้นสามารถใส่ Keyword ได้ 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Broad, Broad Match Modifier, Phrase และ Exact โดยแต่ละประเภทมีการทำงานที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น Broad หมายถึงคีย์เวิร์ดประเภท “กว้าง ๆ” โดยโฆษณาของเว็บไซต์จะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Keyword ใส่ และคำที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่ใส่ลงไปในบทความ รวมถึงคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดนั้นด้วย เช่น Keyword คือคำว่า ‘รองเท้าผู้ชาย’ กรณีที่มีผู้ค้นหาด้วยคำว่า ‘รองเท้าผู้ชาย’ หรือ ‘รองเท้าแตะผู้ชาย’ Ad โฆษณาของเว็บไซต์ของคุณก็จะแสดงผลใน Search Engine ด้วยเช่นกัน

3.ระวังเรื่องความถี่ในการอัพเดท
สิ่งสำคัญสำหรับเว็บเพจจำหน่ายสินค้าออนไลน์ คือการอัพเดทข่าวสารข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำเสนอ Content ที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งหากขาดการอัพเดทข้อมูลของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ หรือรูปแบบกิจกรรมใหม่ ๆ ให้เคลื่อนไหวในระบบออนไลน์ Content ก็จะไม่ได้รับการพัฒนาให้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และไม่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการแรงกระตุ้นจากกกระแสโซเชียลดึงดูดเพื่อการตัดสินใจในการซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น

4.ระวังเรื่องจำนวนของภาพและคลิปวีดิโอ
หากภาพ หรือคลิปวิดีโอมีจำนวนมากเกินไปจะส่งผลให้การโหลดเข้าสู่เว็บไซต์ทำได้ช้า ซึ่งเท่ากับเป็นการเสียโอกาสในการค้นหาและการเข้าสู่เว็บไซต์ เพราะผู้บริโภคมีเวลาตัดสินใจไม่มากนักประกอบกับมีเว็บไซต์ของคู่แข่งให้เลือกชมอีกเป็นจำนวนมากนั่นเอง

5.ระวังเรื่อง Copy & Paste
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ SEO Content ขาดความน่าสนใจและตกอันดับจากหน้าเพจแรกของ Google ได้แก่ กรณีการทำ Copy&Paste นอกจากจะได้เนื้อหาที่ไม่เชื่อมต่อแล้ว ยังอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณหลุดจากอันดับต้น ๆ ในเพจแรกของ Google ได้แบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น การสร้าง SEO Content ที่มีประโยชน์และอัพเดทข่าวสารข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ติดตามเพื่อการเข้าถึงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันรูปแบบ Organic Reach แม้ว่าจะดูเรียบง่ายซึ่งมีข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าในระยะยาวนั้นการทำ SEO Content ให้มีคุณภาพตามแนวทางข้างต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์เพื่ออยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาในหน้าแรกของ Search Engine

4 ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจยุคดิจิทัลมือใหม่ต้องรู้

ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดแบบนี้ พนักงานออฟฟิศหลายคนก็ผลันตัวมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือนักธุรกิจออนไลน์กันมากมาย แต่การทำธุรกิจออนไลน์จะสำเร็จด้วยสิ่ง ๆ หนึ่งได้ที่เรียกว่า SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือเพจที่ทำธุรกิจติดอันดับการค้นหาต้น ๆ บนโลก Google อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นมาดูกันว่า 4 ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจยุคดิจิทัลมือใหม่จะต้องรู้นั้นมีอะไรบ้าง

1.สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์
แน่นอนไม่ว่าใครที่ค้นหาอะไรก็ตามใน Google ก็จะต้องกดเข้าผลลัพธ์ของการค้นหาในเว็บไซต์ที่ถูกจัดไว้เป็นอันดับแรก ๆ ของหน้า Google อยู่แล้ว ซึ่งการทำ SEO ทำให้เว็บไซต์ของเราแสดงผลลัพธ์ในหน้าแรก ๆ จึงทำให้แบรนด์หรือเว็บไซต์ของเราดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วย

2.ทำให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำ
ถัดจากข้อแรกก็มาสู่ข้อนี้เป็นอันดับต่อไป เมื่อเว็บไซต์ได้ปรากฏใน search engine เป็นอันดับต้น ๆ แล้ว จึงไม่แปลกที่ผู้ใช้จะจดจำแบรนด์ของเราได้จากข้อนี้ เพราะมักจะเห็นผ่านหน้าผ่านตาอยู่เสมอ ซึ่งข้อนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเว็บไซต์ของเรามี keyword และเนื้อหาที่ผู้ค้นหาส่วนมากต้องการนั่นเอง

3.สร้างหรือขยายฐานลูกค้าใหม่
การทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ก็ส่งผลให้เราได้ลูกค้ากลุ่มเดิม ดังนั้นการ SEO จึงเป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านโลกออนไลน์หรือ Google จากการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ นอกจากจะได้ฐานลูกค้าใหม่จากการค้นหาแล้ว ก็ยังช่วยให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามเป้าหมาย และเพิ่มยอดขายไปในตัว แถมยังมีโอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะเป็นที่รู้จักในต่างประเทศทั่วโลกอีกด้วย

4.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำตลาด
การทำตลาดในบางครั้งก็ต้องพึ่งการยิงโฆษณาผ่านเสิร์จเอ็นจินหรือแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเวลาที่จะต้องทำตลาดในระยะหนึ่ง แต่ถ้าเว็บไซต์ของเรามีการทำ SEO ที่ดีก็สามารถนำธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่มากหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย หากเทียบกับบริการอื่น ๆ ที่ต้องจ้างบริษัทต่าง ๆ ทำให้

คงจะเข้าใจกันแล้วว่าการทำ SEO ดีต่อธุรกิจบนโลกดิจิทัลยุคใหม่แค่ไหน แต่การทำ SEO จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อเพจหรือเว็บไซต์เลือกใช้ Keywords ที่เหมาะสม มีบทความที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและมีการอัปเดทตามเทรนด์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดออนไลน์ ณ ตอนนั้น ที่สำคัญต้องใจเย็นและอดทนรอคอย เพราะ SEO ต้องใช้เวลานานกว่าการยิงโฆษณา แต่ถ้าหากติดอันดับได้เมื่อใด ก็จะอยู่ในอันดับนั้นไปอีกระยะเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีก็เป็นได้ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ได้อย่างมาก

รวมมาให้แล้ว เทรนด์การทำ SEO ให้ติดอันดับใน Google ประจำปี 2021

ในยุคนี้ไม่ว่าจะสงสัยอะไรหรืออยากรู้เรื่องไหน เชื่อว่าหลายคนนิยมหาคำตอบผ่าน Google เพราะไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ Google ต่างมีคำตอบให้เสมอ และเพราะปัจจุบันใคร ๆ ต่างค้นหาสิ่งที่ต้องการผ่าน Search Engine ประเภทนี้ นั่นทำให้นักการตลาดออนไลน์ให้ความสำคัญกับการทำ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นเว็บไซต์ และสำหรับใครที่กำลังปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ลองมาดูว่าปี 2021 จะมีเทรนด์การทำ SEO อย่างไรบ้างให้ปังสุด ๆ

สำหรับเหตุผลที่ต้องอัปเดตเทรนด์การทำ SEO เสมอ นั่นก็เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์การให้คะแนนของ Google เพราะแม้ว่าวันนี้เว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับต้น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นในอนาคตอาจตกอันดับก็เป็นได้ นั่นเพราะ Google พัฒนาระบบการวิเคราะห์เว็บไซต์อยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ให้ผู้ใช้งานสามารถกดค้นหาและเจอผลลัพธ์ใกล้เคียงความต้องการมากที่สุด

เทรนด์การทำ SEO ให้ติดอันดับ Google ประจำปี 2021

Page Experience
เพราะ Google จะมีระบบสำหรับวัดประสบการณ์การใช้งานหรือที่เรียกว่า Core Web Vitals ซึ่งเจ้าระบบนี้จะวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ คุณภาพการดาวน์โหลดเว็บไซต์ ระยะเวลาใช้งาน ประสิทธิภาพการแสดงผลผ่านสมาร์ตโฟน ที่สำคัญคือการเป็นเว็บไซต์ที่ปลอดภัย ไม่เป็นสแปม

คอนเทนต์ออริจินัลที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
เนื่องจาก Google จะไม่ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ซ้ำ ๆ หรือคอนเทนต์ที่คัดลอกมา ดังนั้น อีกหนึ่งปัจจัยปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ คือการจัดทำคอนเทนต์ต้นฉบับหรือคอนเทนต์ที่ไม่มีใครเหมือน ไม่ลอกเลียนแบบ กล่าวคือเป็นคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและหาอ่านได้จากเว็บไซต์คุณเท่านั้น

Featured Snippets
เคยสังเกตหรือไม่ว่าบางครั้งเมื่อกดค้นหาใน Google แล้วเจอคำตอบการค้นหาทันที ซึ่งจะปรากฎอยู่อันดับแรกของการค้นหา โดยเรียกว่า Featured Snippets หรือตัวแสดงผลการค้นหาอันดับศูนย์ (Rank zero) จุดเด่นของ Featured Snippets คือ ผู้ใช้งานสามารถได้คำตอบที่ต้องการทันทีแบบไม่ต้องคลิก ตอบโจทย์การค้นหาแบบรวดเร็วทันใจได้เป็นอย่างดี

Voice Search ก็สำคัญ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมื่อปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้ใช้งาน Voice Search เพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการค้นหาด้วยเสียง เทคนิคง่าย ๆ คือต้องให้ความสำคัญกับ Long – Tail Keyword หรือคีย์เวิร์ดยาว แทนที่จะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว

นักการตลาดออนไลน์ที่ต้องการปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ใน Google อย่าลืมติดตามเทรนด์การจัดทำ SEO ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ เพื่อรักษาอันดับเว็บไซต์ของคุณไว้ โดยควรทำอย่างต่อเนื่องเพราะการทำ SEO ที่ถูกต้องจำเป็นต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการพัฒนาคอนเทนต์และเว็บไซต์ เพื่อผลักดันและรักษาอันดับบน Search Engine ได้นั่นเอง

เทคนิค (ไม่) ลับ SEO สำหรับตลาด SME
เทคนิค (ไม่) ลับ SEO สำหรับตลาด SME

ในปัจจุบันมีธุรกิจแบบ Small and Medium Enterprise หรือ SME ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีขนาดกลางและขนาดย่อมที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการผลิต การบริการและการค้า จำนวนมากขึ้น ทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูง การทำเว็บไซต์จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเรื่องการโฆษณาให้กับธุรกิจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด โดยเทคนิคในการทำ SEO สำหรับการตลาด SME มีดังนี้

วิเคราะห์คู่แข่ง ในอดีตการวิเคราะห์คู่แข่งอาจหมายถึงการทดลองซื้อสินค้า หรือใช้บริการของคู่แข่งเพื่อให้ทราบจุดอ่อนจุดแข่ง แต่สำหรับการวิเคราะห์ความนิยมของเว็บไซต์คู่แข่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ Google Trend เพียงกรอก URL ของเว็บคู่แข่งและเว็บไซต์ของเราก็ทำให้ทราบว่าเว็บไซต์ของใครกำลังเป็นที่นิยม

เลือกใช้ Long tail Keyword เพื่อทำการตลาด เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ธุรกิจแบบ SME เป็นเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้การใช้ Long tail Keyword และแทรก Location ลงไป จะทำให้คนในท้องถิ่นรู้จักสินค้าหรือบริการมากขึ้น เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น พิษณุโลก, ช่างไฟฟ้า ในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น ความเฉพาะเจาะจงเป็นสิ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าสินค้าหรือบริการนั้นเกิดมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นโดยเฉพาะ

แทรก Keyword ลงในสื่อโซเชียลมีเดีย การทำการตลาดที่ดีไม่ควรจำกัดอยู่ในช่องทางเดียว การทำการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอื่น เช่น Facebook, Line@ และ Instagram ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น โดยวิธีการทำ SEO บน Social media อื่น ๆ เพียงโพสต์ Content และแทรก Keyword ลงในชื่อและเนื้อหาของ Content นั้น

ทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟน ปัจจุบันสมาร์ทโฟนถือเป็นอุปกรณ์หลักที่คนจำนวนมากใช้งาน การทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟนจึงเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ทันที

อัปเดตคอนเทนต์สม่ำเสมอ ความสม่ำเสมอทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเรื่องราวที่น่าสนใจได้เสมอและยังทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้าหรือบริการของบริษัทหรือร้านค้า โดยการเขียนคอนเทนต์ที่ดีควรมีจำนวนคำมากกว่า 300 คำขึ้นไปและหากทำ VDO Content ควรมีความยาวประมาณ 3 นาทีเป็นอย่างน้อย โดยต้องแทรก Keyword หลายแบบ เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น

สร้างคอนเทนต์ด้วยเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ วิธีหาหัวข้อคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจสามารถหาได้จากการนำ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายค้นหาใน Search Engine และมองหาหัวข้อคำถามที่กลุ่มเป้าหมายเคยมีการตั้งกระทู้ถามในสื่อต่าง ๆ มาใช้

การทำการตลาดด้วย SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเข้าถึงจากกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายหรือกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

YOAST SEO คืออะไรและใช้อย่างไรถึงช่วยให้เว็บไซต์อันดับดี

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยจะมีการเขียนบทความโดยใช้คีย์เวิร์ด SEO ที่ตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Search Engine วิเคราะห์ว่าเป็นบทความที่มีคุณภาพดี ทำให้ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ดีขึ้น

YOAST SEO เป็น Plugin ที่ใช้สำหรับเว็บไซต์ที่ใช้ Word Press ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์ได้ว่าบทความนั้นมีคุณภาพดีพอสำหรับการโพสต์หรือยัง ซึ่งจะมีการแสดงผลขณะแก้ไข เป็นดวงไฟสีแดง สีเหลือง สีเขียว มีความหมายว่า ยังไม่ดีต้องมีการแก้ไข (สีแดง) พอใช้ (สีเหลือง) และดีแล้ว (สีเขียว) ทำให้สามารถนำบทความไปใช้ได้อย่างมั่นใจขึ้น

ขั้นตอนการใช้งาน YOAST SEO

1. หลังจากดาวน์โหลด Plugin นี้ลงในคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ให้เตรียมบทความมาทดสอบ โดยควรมีการใช้คีย์เวิร์ด 1 คำหลักเท่านั้น

2. เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา ให้ดูที่บริเวณด้านล่าง ให้ใส่ Keyword ที่เราเลือกเขียนในบทความลงไปในช่องที่เขียนว่า Focus Keyword แล้วไฟสีเขียวจะสว่างขึ้น หลังจากนั้นให้ทำการปรับแก้ไขในแต่ละจุดตามที่โปรแกรมแนะนำ

3. โดยทั่วไปแล้ว Yoast SEO จะวิเคราะห์เริ่มจากความยาวของชื่อเรื่องที่คำว่า Edit Snippet ที่ต้องใช้คีย์เวิร์ดเดียวกับใน Focus Keyword ของข้อ 2 ซึ่งถ้าชื่อสั้นหรือยาวเกินไป ไฟจะเป็นสีแดง ก็ควรแก้ไขจนกว่าไฟจะเป็นสีเขียว

4. ในส่วนของเนื้อหา ควรทำให้ทุกย่อหน้ามี Focus Keyword เดียวกับข้อ 2 และมีความยาว 300 คำขึ้นไป (แต่ละย่อหน้าไม่เกิน 5 บรรทัด) ถึงจะมีโอกาสเป็นไฟเขียว

5. ส่วนของรูปภาพประกอบ ควรจะมีอย่างน้อย 1 รูปขึ้นไป โดยใส่ Focus Keyword ในช่อง Alt Text จำนวน 1 รูปด้วย

6. ควรมีการค้นคว้าเพิ่มลิงค์จากเว็บไซต์อ้างอิงลงในบทความด้วย เพราะจะช่วยให้ไฟเขียวมากขึ้น ส่วนการลิงค์ไปหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของเราเอง หรือการทำไฮเปอร์ลิงค์ ให้เลือกที่ตำแหน่ง Visual Text  Editor

7. ควรใช้รูปแบบตัวอักษรหลาย ๆ แบบ เช่น ตัวหนา ตัวเอียง เพิ่มคู่กับการแปะลิงค์คลิปวีดีโอ ซึ่ง YOAST SEO จะนำมาวิเคราะห์คุณภาพบทความให้ไฟเขียวด้วย

8. เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้เป็นไฟเขียว ก็แสดงว่ามีโอกาสสูงที่บทความจะถูกวิเคราะห์จาก Search Engine ให้มีคุณภาพดีด้วย ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสถูกจัดอันดับใน Google และ Yahoo ได้ตำแหน่งต้น ๆ

อย่างไรก็ตาม Yoast SEO เป็นตัวช่วยหนึ่งเท่านั้น การจัดอันดับเว็บไซต์ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ Search Engine ใช้อีก คนทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์จึงต้องพัฒนาเว็บไซต์ในด้านอื่น ๆ ด้วย

YOAST SEO คืออะไรและใช้อย่างไรถึงช่วยให้เว็บไซต์อันดับดี

สิ่งที่ทุกคนควรรู้ ก่อนการทำ SEO

การทำเว็บไซต์ออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะทำให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมียอดการขายเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากการเชื่อมโยงด้วยระบบอินเตอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วในการส่งข้อมูล ซึ่งการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยการทำ SEO หรือ search engine Optimization เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะจะทำให้ถูกจัดอันดับดีขึ้นจาก Search Engine เพิ่มโอกาสประสบการณ์ขายสินค้าและมีลูกค้ามากขึ้นได้

ก่อนการทำ SEO นักธุรกิจออนไลน์ควรจะทำการศึกษาในประเด็นต่อไปนี้

1.Keyword

Keyword ที่จะใช้ในการทำ SEO ควรจะมาจากการวิจัยแล้วพบว่าเป็นคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณนิยมพิมพ์ใน Google Search เพื่อสืบค้นหา เช่น ที่พักจังหวัดสงขลา โฮมสเตย์สงขลา รีสอร์ทเชียงใหม่ เป็นต้น หากเลือก keyword ได้ถูกต้องก็จะทำให้เมื่อลูกค้าสืบค้น จะมีโอกาสเห็นข้อมูลจากเว็บไซต์คุณก่อนคู่แข่งธุรกิจเจ้าอื่นได้

2. ตำแหน่งในการใส่ keyword

ควรใส่ keyword ในตำแหน่งต่าง ๆ ของเว็บไซต์อย่างเหมาะสม ได้แก่

– ในบทความ ควรใส่ keyword อย่างน้อย 2 ถึง 3 ครั้งกระจายทั่วไป ทั้งบทนำ กลางเนื้อหาและสรุป และไม่ควรจะยัดเยียด Keyword ลงไปจนอ่านข้อความแล้วไม่เป็นธรรมชาติ

– ส่วน Meta-Description จะเป็นการสรุปว่าในหน้าเพจนี้อ่านแล้วจะได้เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง

– ใส่ในชื่อ URL Address เพื่อทำให้ตรงกับเนื้อหามากขึ้น

3. เสริมประสิทธิภาพของ SEO ด้วยการทำ Google AdWords กรณีที่ต้องการให้เว็บไซต์ติดตลาดเร็ว มีการแสดงในหน้าต่างการโฆษณาได้อย่างแน่นอน เพื่อให้เพิ่มโอกาสการขายสินค้าและบริการได้อย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำ Google AdWords ควบคู่ไปกับการทำ SEO ด้วย

โดย Google AdWords ก็จะเป็นการซื้อพื้นที่โฆษณาหรือประมูลพื้นที่ด้านบนของหน้าจอการสืบค้น แต่หากมีคู่แข่งที่ใช้ keyword เดียวกันเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงขึ้น ทั้งนี้เมื่อมีการคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ทุกครั้งนั้น เจ้าของธุรกิจก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ Search Engine ด้วยซึ่งเรียกการคิดค่าใช้จ่ายแบบนี้ว่า Pay Per Click

4.การสร้างลิงก์เชื่อมโยงหรือ Backlink จะมีประโยชน์ในการเพิ่มจำนวนฐานลูกค้าจากเว็บไซต์ภายนอกได้ เช่น หากคุณไปตอบคำถามเอาไว้เกี่ยวกับการเลือกซื้อแอร์ปรับอากาศและแปะลิงก์ของเว็บไซต์คุณไว้ (โดยที่คุณทำบริษัทขาย เครื่องปรับอากาศอยู่) ก็จะทำให้มีโอกาสที่ผู้อ่านการตอบคำถามของคุณ จะคลิกเข้ามาตามลิงก์ที่คุณให้ไว้นั่นเอง จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่มากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีเทคนิคที่หลากหลาย เป็นสิ่งที่นักทำธุรกิจออนไลน์ควรจะศึกษาก่อนการเริ่มธุรกิจ จึงจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ดี

สิ่งที่ทุกคนรู้ ก่อนการทำ SEO