การทำ SEO เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google อย่างไรบ้าง

SEO สิ่งแรกที่คุณควรพิจารณา คือ จะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันราคาไม่แพงมากนักประมาณ 3,000 – 5,000 บาท ก็สามารถจ้างฟรีแลนซ์ทำได้แล้ว อาจจะไม่ต้องสวยหรือหรูหรามากมายก็ได้ และหากเมื่อเป็นเจ้าของเว็บไซต์แล้ว การทำ SEO เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google อย่างไร เป็นสิ่งที่ควรรับรู้ต่อไป ถ้ายังไม่ทราบ เรามีคำตอบให้กับคุณ ดังต่อไปนี้

ค้นหาคำที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ

สมมติว่าธุรกิจของคุณมีการขายอาหารแมวและมีความต้องการให้ลูกค้าค้นหาร้านของคุณ แต่ถ้าลูกค้าได้พิมพ์คำว่า “อาหารแมว” ซึ่งเป็นคำที่กว้าง ๆ ไม่เจาะจง ทำให้ไม่ทราบว่าลูกค้ามีความต้องการอะไรอย่างแท้จริงเพราะลูกค้าบางคนอยากทราบว่าอาหารแมวมีแบรนด์อะไรบ้าง หรืออยากทราบปริมาณการรับประทานของแมวมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น การทำ SEO จะเกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google ได้ดีขึ้น ก็ต่อเมื่อ คำที่ได้ค้นหาค่อนข้างเจาะจง เช่น อาหารแมวราคาถูก ร้านอาหารแมวใกล้ตัว อาหารสำหรับลูกแมว เป็นต้น กล่าวคือ ถึงแม้ว่ามีคนค้นหาได้น้อยกว่าคำที่กว้าง แต่ก็ทำให้ผู้คนได้ค้นหาสิ่งที่อยากได้ในใจ หรือสามารถตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งจะทำให้มีโอกาสขายได้มากขึ้นนั่นเอง เทคนิคนี้ใช้กันกว้างขวาง

SEO หลายหน้า ตอบโจทย์ Google ได้ดี

หากหนึ่งหน้าของเว็บไซต์มีหลายคีย์เวิร์ดพร้อมกัน ประมาณ 5 – 6 คีย์เวิร์ด เช่น อาหารแมวตัวเล็ก อาหารแมวตัวโต อาหารแมวข้างถนน อาหารแมวเปอร์เซีย อาหารแมวไทย เป็นต้น ซึ่งการทำ SEO ด้วยหลายคีย์เวิร์ดในหนึ่งหน้าเว็บไซต์จะส่งผลต่อวิธีการทำงานของ Google คือ โอกาสจะติดอันดับได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้น จะดีไม่น้อยเลยหากมีหลายหน้าเว็บไซต์ที่แยกการเจาะจงลงไปในแต่ละคำค้นหา เพราะผู้คนจะค้นหาคำแต่ละอย่างหรือคำที่ตอบโจทย์จริง ๆ เช่น หน้าหนึ่งให้เหมาะกับคีย์เวิร์ดอาหารแมวตัวเล็ก อีกหน้าหนึ่งให้เหมาะกับคีย์เวิร์ดอาหารแมวตัวโต เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีโอกาสติดอันดับได้สูงอีกด้วย ส่วนในเรื่องของเวลาการทำหลายหน้าเว็บไซต์จะไม่เสียเวลามากนักประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง แน่นอนว่ามันคือเรื่องถูกต้อง เว็บฟุตบอลที่มีนักเตะดังหลายคน ราอูล ฆิเมเนซ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ โรนัลโด้ ก็ควรทำ SEO แต่ละหน้านักเตะแยกกันไป

นี่คือการลงทุนในระยะยาวบน Google

การทำ SEO ที่เกี่ยวข้องกับ Google เป็นการลงทุนระยะยาว เพราะสิ่งที่คุณทำในวันนี้ โอกาสจะเห็นผลลัพธ์ได้ต้องใช้ระยะเวลานาน บางคน 6 เดือน หรือบางคนอาจจะใช้เวลาถึง 1 ปี ในการติดอันดับบน Google อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การลงทุนระยะยาวด้วยการทำ SEO ก็จะดีกว่าการลงทุนลงโฆษณาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณหลายหมื่นถึงหลักแสนบาท โดยเฉพาะคนที่ไม่มีงบประมาณในการลงโฆษณา

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคนเข้ามายังเว็บไซต์แล้ว จะสามารถทำเงินหรือสร้างรายได้หรือไม่นั้น นอกจากขึ้นอยู่กับการทำ SEO แล้ว แต่ละคนยังต้องมีความสามารถในการทำธุรกิจ เพราะบางเว็บไซต์มีคนเข้ามาเพียงวันละพันคนก็ทำเงินได้หลายแสน บางเว็บไซต์มีคนเข้ามาวันละหลายพันคนก็ไม่สามารถทำเงินก็เป็นไปได้ อยู่ที่การวางเป้าหมายและวัตถุประสงค์ รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์การขายที่ถูกต้อง จึงจะประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายผ่านเว็บไซต์ได้

เทคนิค (ไม่) ลับ SEO สำหรับตลาด SME
เทคนิค (ไม่) ลับ SEO สำหรับตลาด SME

ในปัจจุบันมีธุรกิจแบบ Small and Medium Enterprise หรือ SME ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีขนาดกลางและขนาดย่อมที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการผลิต การบริการและการค้า จำนวนมากขึ้น ทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูง การทำเว็บไซต์จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเรื่องการโฆษณาให้กับธุรกิจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด โดยเทคนิคในการทำ SEO สำหรับการตลาด SME มีดังนี้

วิเคราะห์คู่แข่ง ในอดีตการวิเคราะห์คู่แข่งอาจหมายถึงการทดลองซื้อสินค้า หรือใช้บริการของคู่แข่งเพื่อให้ทราบจุดอ่อนจุดแข่ง แต่สำหรับการวิเคราะห์ความนิยมของเว็บไซต์คู่แข่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ Google Trend เพียงกรอก URL ของเว็บคู่แข่งและเว็บไซต์ของเราก็ทำให้ทราบว่าเว็บไซต์ของใครกำลังเป็นที่นิยม

เลือกใช้ Long tail Keyword เพื่อทำการตลาด เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ธุรกิจแบบ SME เป็นเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้การใช้ Long tail Keyword และแทรก Location ลงไป จะทำให้คนในท้องถิ่นรู้จักสินค้าหรือบริการมากขึ้น เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น พิษณุโลก, ช่างไฟฟ้า ในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น ความเฉพาะเจาะจงเป็นสิ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าสินค้าหรือบริการนั้นเกิดมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นโดยเฉพาะ

แทรก Keyword ลงในสื่อโซเชียลมีเดีย การทำการตลาดที่ดีไม่ควรจำกัดอยู่ในช่องทางเดียว การทำการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอื่น เช่น Facebook, Line@ และ Instagram ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น โดยวิธีการทำ SEO บน Social media อื่น ๆ เพียงโพสต์ Content และแทรก Keyword ลงในชื่อและเนื้อหาของ Content นั้น

ทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟน ปัจจุบันสมาร์ทโฟนถือเป็นอุปกรณ์หลักที่คนจำนวนมากใช้งาน การทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟนจึงเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ทันที

อัปเดตคอนเทนต์สม่ำเสมอ ความสม่ำเสมอทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเรื่องราวที่น่าสนใจได้เสมอและยังทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้าหรือบริการของบริษัทหรือร้านค้า โดยการเขียนคอนเทนต์ที่ดีควรมีจำนวนคำมากกว่า 300 คำขึ้นไปและหากทำ VDO Content ควรมีความยาวประมาณ 3 นาทีเป็นอย่างน้อย โดยต้องแทรก Keyword หลายแบบ เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น

สร้างคอนเทนต์ด้วยเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ วิธีหาหัวข้อคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจสามารถหาได้จากการนำ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายค้นหาใน Search Engine และมองหาหัวข้อคำถามที่กลุ่มเป้าหมายเคยมีการตั้งกระทู้ถามในสื่อต่าง ๆ มาใช้

การทำการตลาดด้วย SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเข้าถึงจากกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายหรือกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การทำ SEO ช่วยส่งเสริมธุรกิจได้อย่างไร ในโลกออนไลน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุค 4.0 โลกช่างหมุนเร็วกว่าแต่ก่อนมาก ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนที่ไปอย่างว่องไว การทำธุรกิจไม่ก็ได้ยากแบบแต่ก่อนอีกแล้ว ด้วยสื่อต่าง ๆ มากมายทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเวลาชั่วข้ามคืน ซึ่งการทำ SEO เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยผลักดันธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นวิธีการโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและประหยัดงบประมาณมากที่สุด จึงไม่แปลกเลยที่ SEO จะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันธุรกิจออนไลน์ในยุค 4.0

การทำ SEO ช่วยส่งเสริมธุรกิจได้อย่างไร ในโลกออนไลน์

ขั้นตอนของการทำ SEO อย่างหนึ่งคือการสร้าง Content เพื่อให้บทความที่เราสร้างขึ้นมานั้นมีความน่าสนใจ แน่นอนว่าผู้อ่านจะได้ความรู้จาก Content นั้น ๆ และยังเป็นการสร้างฐานผู้ติดตามในอนาคตอีกด้วย เพราะถ้าเราสร้าง Content ดี ลูกค้าจะติดตามเว็บไซต์ของเราและยังบอกต่อแชร์ข้อมูลไปยังเพื่อน ๆ ในสังคมออนไลน์อีกด้วย

ธุรกิจออนไลน์ในยุค 4.0 ไม่จำเป็นต้องลงโฆษณากันเป็นแสนเป็นล้านบาทเพื่อผลตอบรับที่ไม่อาจคาดเดาได้อีกแล้ว เพราะการทำ SEO ถือเป็นการโฆษณาต้นทุนต่ำที่ใช้เครื่องมือระดับโลก ซึ่งนั่นก็คือ Google เนื่องจากว่าหัวใจหลักในการทำ SEO จะใช้ Keyword ในการสร้างบทความ ดังนั้นเราจะได้ลูกค้าที่เหมาะสมและตรงกลุ่มเป้าหมายกับธุรกิจของเรามากที่สุด

ขอขยายความการทำ SEO ที่อาศัย Keyword เป็นพื้นฐานที่จะทำให้ได้ลูกค้าที่เหมาะสมกับธุรกิจของเรามากที่สุด ก็เนื่องจากผู้ที่สนใจในสินค้าหรือบริการที่ตรงกับธุรกิจของเราจะพิมพ์ค้นหาด้วยคำหรือ Keyword ที่เราได้ทำ SEO เอาไว้ และถ้าเว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับต้น ๆ แน่นอนว่าเขาจะต้องคลิกเข้ามาอ่านก่อนอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะได้ลูกค้า จะมีมากกว่าเว็บไซต์อื่น ๆ ด้วย

ในยุค 4.0 ถ้ามีอะไรดี เป็นประโยชน์ หรือน่าสนใจ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะแชร์เรื่องราวเหล่านั้นลงไปบนโลกออนไลน์ ทำให้บทความสาระต่าง ๆ ถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าหนังสือพิมพ์ตอนเช้าเสียอีก หากเราสามารถสร้าง Content ที่ดีได้ จะเป็นการรักษาฐานลูกค้าเก่า ในขณะเดียวกันลูกค้าใหม่ ๆ ก็เข้ามาสนใจติดตามอย่างต่อเนื่อง

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราถูกดันขึ้นไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ของ Search Engine ระดับโลกอย่าง Google ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลูกค้าเห็นสินค้าหรือบริการของเรามากที่สุดแล้ว ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของเราอีกด้วย

จากที่กล่าวมาพบว่าในยุค 4.0 ที่ทุกอย่างง่ายดายนี้เอง การแข่งขันก็สูงตามไปด้วย การเลือกเครื่องมือที่จะช่วยทุ่นแรงให้เราได้เปรียบคู่แข่งก็เป็นเหมือนทางลัดสู่ความสำเร็จ การทำ SEO ถือเป็นหนึ่งในทางลัดที่จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของเราเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกันก็ใช้ต้นทุนในการโฆษณาต่ำมาก หากผู้ทำ SEO มีความพยายามและใส่ใจมากพอ รับรองได้เลยว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

ก้าวทันยุค 4.0 ทำ SEO ช่วยผลักดันธุรกิจออนไลน์ให้โตอย่างรวดเร็ว

เทคนิค SEO ที่บล็อกเกอร์ควรทำ

ในอดีตหากมีใครสักคนที่เอาแต่ กิน ดื่ม เที่ยว แต่งตัว แต่งหน้าไปวัน ๆ อาจโดนมองว่าเป็นคนไม่มีแก่นสาร แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป กิจกรรมยามว่างเหล่านั้นกลับกลายเป็นอาชีพที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน ซึ่งอาชีพบล็อกเกอร์เป็นอาชีพที่ทำให้ผู้คนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก โดยมีข้อแม้ว่าต้องมีการโพสต์รีวิวสถานที่หรือสิ่งของที่ตัวเองเคยไปหรือเคยใช้ลงเว็บไซต์เพื่อแลกกับค่าจ้างโฆษณา หรือโปรโมทสินค้าให้กับผู้ที่ติดตามเราบนเว็บไซต์

ด้วยความนิยมของอาชีพที่มีเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้มีคนเข้าสู่วงการนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบเครื่องสำอาง เสื้อผ้า กีฬา เกม ฯลฯ ก็สามารถกลายเป็นบล็อกเกอร์ได้ง่าย ๆ โดยเส้นทางของการเป็นบล็อกเกอร์ต้องเริ่มจากการมีเว็บไซต์หรือเว็บบล็อกเป็นของตัวเอง

วิธีการสร้างเว็บไซต์หรือเว็บบล็อกสามารถทำได้ง่ายมาก เพียงใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการสร้างเว็บไซต์และเช่าโดเมนเนมที่ต้องการ ก็ทำให้ได้เว็บไซต์หรือเว็บบล็อกที่ต้องการแล้ว จากนั้นโพสต์ Content ที่น่าสนใจลงสูงเว็บไซต์ โดยคอนเทนต์ที่น่าสนใจอาจเป็นบทความหรือเป็นคลิปวิดีโอก็ได้แต่สิ่งสำคัญคือ ควรโพสต์เป็นประจำทุกวัน วันละ 1 Content เป็นอย่างน้อย

สำหรับบล็อกเกอร์ที่ต้องการเขียนบทความเพื่อสร้างรายได้ควรเลือกทำบล็อกที่มีความเฉพาะทาง เช่น บล็อกสัตว์เลี้ยงหายาก, บล็อกถักไหมพรม, บล็อกสอนเขียนแพลนเนอร์ เป็นต้น เนื่องจากบล็อกเฉพาะทางเหล่านี้ยังมีจำนวนผู้ทำน้อยจึงมีการแข่งขันต่ำ จากนั้นใช้เทคนิค SEO เพื่อช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มมากขึ้น โดยเทคนิค SEO ที่บล็อกเกอร์ควรทำเพื่อสร้างรายได้ มีดังนี้

เทคนิค SEO ที่บล็อกเกอร์ควรทำ

ตั้งชื่อหัวข้อบทความด้วยประโยคที่น่าสนใจหรือประโยคคำถาม โดยแทรก Keyword หลักที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยเอาไว้ ซึ่งการทำบทความตอบคำถามกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม จึงควรทำไว้เพื่อเป็นการเชื้อเชิญให้กลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์

ทุกบทความควรมีรูปภาพที่มีคุณภาพและมีความสอดคล้องกับเนื้อหาภายในบทความ รวมถึงต้องเขียนคำอธิบายภาพ หรือ Alt image โดยใช้ Keyword เพื่อให้ Search Engine ทราบว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ซึ่งจะทำให้บทความดูมีความน่าสนใจมากขึ้น

ควรมีบทความที่ใช้ภาษาที่เป็นทางการผสมผสานกับบทความที่ใช้ภาษาพูดเพื่อการอธิบายบ้าง เพื่อให้รองรับกับ Voice Search ที่ Search Engine กำลังพัฒนาเพื่อให้เกิดความสะดวกต่อผู้ใช้งานมากที่สุด การทำบทความที่มีสาระโดยใช้ภาษาพูดจะช่วยรองรับเมื่อมีกลุ่มเป้าหมายค้นหาด้วยคำสั่งเสียง

เขียนบทความที่มีสาระความรู้และให้ประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่อให้ Search Engine เห็นว่าเว็บไซต์มีคุณภาพซึ่งจะทำให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น

ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าสู่ผู้คนทั่วโลก ทำให้การเป็นบล็อกเกอร์ไม่ได้ยากเหมือนกับในอดีต จึงทำให้ทุกคนสามารถเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดังในด้านที่ตัวเองถนัดได้ง่าย ๆ

SEO เคล็ดลับสร้างรายได้สำหรับบล็อกเกอร์

การทำ SEO ให้ประโยชน์กับเว็บไซต์อย่างไร

อินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายไร้สายที่สามารถเชื่อมต่อคนทั่วโลกเข้าหากันได้ ทำให้ไม่ว่าคุณจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน หากต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับอะไรสักอย่างแค่เพียงค้นหาใน Search Engine ก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการหากข้อมูลนั้นถูกโพสต์ไว้บนอินเทอร์เน็ต

เว็บไซต์เป็นสิ่งที่ช่วยให้นักขายของออนไลน์, บล็อกเกอร์หรือนักการตลาดออนไลน์ สามารถใช้วิธีการแบ่งปันข้อมูลที่น่าสนใจโดยเว็บไซต์เหล่านี้มักจะทำจะทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้ถูกค้นเจอง่ายที่สุด ซึ่ง ข้อดีของการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ มีดังนี้

การทำ SEO ให้ประโยชน์กับเว็บไซต์อย่างไร

ได้ความความมั่นใจจากกลุ่มเป้าหมาย เป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าใครเห็นเว็บไซต์อยู่ในหน้าแรกก็มักต้องรู้สึกไว้วางใจเว็บไซต์นั้น ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ย่อมมีการเรียบเรียงเนื้อหาออกมาเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ที่อ่านสามารถอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้จนจบ

มีโอกาสทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าเว็บไซต์นั้นจะเป็นเว็บไซต์สำหรับขายสินค้า เว็บไซต์รีวิวสินค้า เว็บไซต์ข่าวหรือบล็อก การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ย่อมทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อพื้นที่โฆษณา การซื้อสินค้าหรือบริการ ก็ตาม

สร้างชื่อเสียงให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง การโฆษณาเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine ใน Keyword ที่มีการแข่งขันสูง แต่การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์จะทำให้เว็บติดอันดับบนหน้าแรกและกลายเป็นที่จดจำโดยไม่ต้องเสียเงินจำนวนมาก ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์อาจนำเงินที่ต้องซื้อโฆษณามาใช้ปรับปรุงเว็บไซต์ให้สวยงามและมีประสิทธิภาพดีขึ้น

SEO ช่วยคัดกรองผู้เข้าสู่เว็บไซต์ แน่นอนว่าการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์จนติดอันดับย่อมต้องเจาะจง Keyword ให้ชัดเจน ซึ่งการทำแบบนี้เป็นการกรองเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์โดยตรง ทำให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถเห็น Traffic ของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงที่เข้าสู่เว็บไซต์และนำไปวางแผนแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีขึ้นต่อไปได้

ก้าวนำหน้าคู่แข่งเสมอ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ย่อมได้เปรียบคู่แข่งของหมวดสินค้า-บริการประเภทเดียวกัน ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็วรวมถึงความไว้วางใจของลูกค้าที่มากขึ้น ทำให้เป็นการดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ได้และรักษาฐานลูกค้าเก่าเอาไว้ด้วย

ข้อดีของการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์จนติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ยังมีอีกมากมาย ซึ่งวิธีพื้นฐานในการทำให้เว็บติดอันดับควรเริ่มที่การเลือก Keyword ที่มีอัตราการแข่งขันต่ำแต่มีจำนวนผู้ค้นหาจำนวนมาก จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ง่ายกว่า

ดังนั้น เป้าหมายแรก ๆ ที่ควรทำให้สำเร็จก็คือ การทำ SEO เนื่องจากการได้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine จะทำให้เป้าหมายด้านอื่น ๆ ในการทำเว็บไซต์ประสบความสำเร็จตามไปด้วย

ธุรกิจเว็บไซต์ต้องรู้จัก SEO และข้อดีของการทำ SEO

ความแตกต่างระหว่าง SEO และ SEM

SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่คนมักเห็นจากหนังสือและเว็บไซต์แนะนำการทำตลาดบนอินเทอร์เน็ต แต่อาจไม่ทราบว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เราจึงรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาไว้ที่นี่ ดังนี้

SEO

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นการสร้างเนื้อหาคุณภาพสูงและการใส่รายละเอียดด้านต่าง ๆ ลงในเว็บไซต์ เพื่อให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่ search engine อย่าง Google ซึ่งนับเป็น search engine ที่คนไทยนิยมอันดับหนึ่งในการค้นหาข้อมูล

ซึ่งเทรนด์ในปี 2020 เจ้าของเว็บไซต์ต้องเน้นทำ SEO ที่มีเนื้อหาหลายหลาย เพิ่มมัลติมีเดีย โดยต้องมีการวิจัย keyword ที่ตรงกับการสืบค้นมากขึ้น แบบ Niche-longtail keyword ออกแบบสีสันและฟอนต์เว็บไซต์ให้สวยงามทั้งในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ เพราะ 9 ใน 10 คนที่มีกำลังซื้อสูงมักใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือพกพา

นอกจากนี้ การทำลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งเข้ากับเว็บไซต์ทางธุรกิจ เพื่อให้เพิ่มความน่าเชื่อถือและเป็นการสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นก็สำคัญเช่นกัน โดยตัวช่วยที่ดีสำหรับการทำ SEO คือ Yoast SEO ที่ช่วยปรับแต่งรายละเอียดได้อย่างรวดเร็ว

SEM

การทำ SEM หรือ search engine marketing เป็นการตลาดที่เห็นผลอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการประมูลพื้นที่โฆษณา ที่ต้องมีการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นที่หวังจะใช้ keyword เดียวกัน ดังนั้น หากเป็นคำศัพท์ที่มีการที่มีอัตราการพิมพ์ค้นหาสูง ก็ทำให้ต้องมีเงินค่าใช้จ่ายสำรองในการประมูลสูงขึ้น

เมื่อได้พื้นที่ประมูลมาแล้วจะเท่ากับมีโอกาส 100 เปอร์เซ็นต์ที่ผู้ค้นหาผ่านช่อง search ใน Google จะเห็นเว็บไซต์ปรากฏอยู่ในอันดับต้น ๆ เสมอ ซึ่งทุกครั้งที่มีคนคลิกเข้าไปชมในเว็บไซต์ ก็จะต้องจ่ายเงินแบบ pay per click หรือตามรายครั้งการคลิก ให้แก่ Google ด้วย

การทำ SEM เป็นการเพิ่มโอกาสที่สูงมาก ในการได้รับออเดอร์สินค้าในเวลาเพียงแค่ 1-2 วันหลังจากการทำโฆษณา ต่างจากการทำ SEO ที่ต้องรอนานและต้องมีความสม่ำเสมอสูงในการนำเสนอข้อมูลใหม่ ๆ การทำ SEM เป็นสิ่งที่จะทำหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ เงินงบประมาณและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ว่ามีความคุ้มค่าต่อธุรกิจหรือช่วยสร้างชื่อเสียงให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว

การทำ SEO และ SEM มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป แต่ก็สามารถทำร่วมกันได้ในธุรกิจเว็บไซต์เดียวกัน ต้องวางแผนให้ดีว่าควรทำ SEM เสริมในช่วงเทศกาลใด เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ วาเลนไทน์ คริสต์มาส หรือช่วงปลายเดือนที่คนส่วนใหญ่มีกำลังทรัพย์สูงขึ้น

ผู้ที่ศึกษาให้ทราบถึงหลักการทำ SEO กับ SEM อย่างละเอียด จะนำจุดดีของทั้งสองวิธีนี้มาผสมผสานกัน ทำให้มียอดขายที่สูงขึ้นได้และมีคนรู้จักมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้สนใจทำเว็บไซต์ออนไลน์เห็นความแตกต่างของการตลาดทั้งสองแบบ และเป็นแนวทางในการเลือกวิธีที่เหมาะกับธุรกิจของคุณได้มากที่สุด

SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์

SEO เป็นเทคนิคการตลาด

SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่คนทำเว็บไซต์ออนไลน์ต้องทำความรู้จักเนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เหมาะกับผู้เริ่มทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แต่ยังทำให้อันดับในการสืบค้นอยู่หน้าแรกของ Google เสมอ ซึ่งจะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคและมียอดขายดีตามไปด้วย

SEO หรือ search engine optimization เป็นการพัฒนาหลาย ๆ ส่วนของเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์ที่ Google กำหนด ได้แก่ การปรับโครงสร้างให้ใช้งานง่ายสะดวกทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การมีเนื้อหาที่น่าสนใจในแต่ละหน้า ตอบโจทย์การค้นหาแต่ละ keyword การมีลิงก์เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์ภายนอกที่มีคุณภาพสูง ฯลฯ

ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ควรรู้ คือ

1. ตัวช่วยที่ดีสำหรับการเลือก keyword

ตัวช่วยหาคำสำคัญแบบ Long-tailed keyword ที่คนนิยมค้นหา เปรียบได้กับหัวใจของการทำบทความในเว็บไซต์ ที่คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ ๆ ควรรู้จัก คือ Google keyword planner จะมีการแสดงคำต่าง ๆ คู่กับสถิติเปอร์เซ็นต์การคลิกเข้าชมของเว็บไซต์ชั้นนำที่มียอดขายสูง ให้คุณนำไปดัดแปลงต่อยอดในการเขียนบทความได้

2. การทำ Backlink และ Hyperlink

เป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเว็บไซต์หลายแห่งเข้าด้วยกันผ่านเว็บไซต์ของคุณ จะทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้ดีขึ้น เพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ให้มีอันดับ SEO ที่ดีขึ้นได้ สามารถเรียนรู้การทำได้ผ่าน plugin Yoast SEO

3. การแชร์ไปยังสื่อโซเชียล

คนรุ่นใหม่นิยมใช้หลาย ๆ แพลตฟอร์ม เช่น YouTube, Facebook, Instagram หากประทับใจเว็บไซต์ใด มักแชร์และบอกต่อ ซึ่งสามารถดูสถิติการแชร์ได้ผ่าน Google search console เพื่อดูว่าควรปรับเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าในทิศทางใด

ข้อดีสำคัญของการทำ SEO

เป็นเทคนิคที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง หากพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างบริษัททำ SEO ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์เป็นรายคลิกหรือที่เรียกว่า pay per click ได้

ข้อจำกัดของ SEO

ระบบ algorithm ของ Google จะมีการสำรวจและเก็บข้อมูลการทำ SEO เป็นระยะ เพื่อนำไปวิเคราะห์เป็นคะแนน เปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การจัดอันดับของเว็บไซต์คุณ โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 6 เดือนหลังการทำ จึงเห็นผลช้ากว่าการทำโฆษณาที่จะเห็นผลในช่วง 1-2 วันเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า SEO เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ต้องศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับร้านค้าออนไลน์อื่นที่มีมานาน ซึ่งการทำธุรกิจออนไลน์ในอนาคต จำเป็นที่จะต้องแข่งขันด้านคุณภาพของเว็บไซต์ SEO มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เราหวังว่าทุกท่านจะเห็นความสำคัญของการทำ SEO และศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ให้ธุรกิจเติบโตต่อไป

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ SEO อยากทำให้เว็บไซต์ดี ต้องดู

เรียนรู้ การทำ SEO ให้รูปภาพในเว็บไซต์

การทำ SEO (search engine optimization) ให้เว็บไซต์ ตามระบบที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำให้อันดับของเว็บไซต์ทางธุรกิจมีโอกาสในการถูกค้นเจอง่ายขึ้น ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อการขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากการทำ SEO ให้กับบทความแล้ว ยังครอบคลุมถึงการทำ SEO ให้รูปภาพ การใช้เทคนิคแบบมืออาชีพที่จะทำให้รูปภาพต่าง ๆ ในเว็บไซต์ถูกต้องตามหลักการทำ SEO ดียิ่งได้ มีดังนี้

เทคนิคแบบมืออาชีพ ตามหลัก SEO

1. รูปที่เข้าถึงลูกค้า

ควรใช้รูปภาพที่ถ่ายทำขึ้นเอง โดยใช้คนไทยเป็นนายแบบนางแบบมาทำท่าทางประกอบต่าง ๆ เพราะจะได้รับความนิยมจากผู้อ่าน สื่อความหมายและมีอารมณ์ร่วมกับบทความมากยิ่งขึ้น ดีกว่าการซื้อภาพจากเว็บไซต์ขายภาพ ที่มักเป็นคนต่างประเทศมาแสดง จะทำให้เพิ่มการติดตามได้มากขึ้นในระยะยาว

2. ตั้งชื่อรูปภาพให้เหมาะสม

การตั้งชื่อรูปภาพในเว็บไซต์ SEO ควรจะใส่ keyword ที่สอดคล้องกันลงไปเสมอ โดยให้นึกถึงคำง่าย ๆ สั้น ๆ ว่าใครกำลังทำอะไรที่ไหนทำอย่างไร หรือเป็นคำที่สื่อถึงกิริยาท่าทางของคนในรูปภาพ จะสามารถช่วยให้บทความตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

3. ใส่ความหมายของธีม theme

ธีมหรือหมวดหมู่ของภาพเป็นสิ่งสำคัญที่เอามาตั้งชื่อภาพได้ เช่น ภาพอาหารก็สามารถใส่คีย์เวิร์ดได้ว่า เป็นธีมด้านสุขภาพ ผิวพรรณ ความงาม หากเป็นรูปของสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเขา ทะเล ก็สามารถใส่ธีมว่า พักผ่อน ท่องเที่ยว เดินทาง คลายเครียด ฯลฯ การใส่ theme ที่ดีจะทำให้ประเด็นของบทความและรูปภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และตรงกับการพิมพ์ค้นหาจากลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น ทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นตามไปด้วย

4. ใช้ชื่อรูปภาพเป็นภาษาอังกฤษ

ควรใช้คำภาษาอังกฤษที่เป็นการสื่อความหมายได้ง่าย เป็นคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน เช่น ความรัก ก็ควรใช้คำว่า Love คำว่าความสุข ก็ใช้คำว่า happy ไม่จำเป็นต้องใช้คำยากหรือศัพท์ทางวิชาการ เพราะจะเข้าถึงการสืบค้นของกลุ่มผู้ใช้งานจริงได้ง่ายกว่า

5. ใส่แบรนด์ รุ่นสินค้า

หากเป็นรูปภาพของสินค้าที่มียี่ห้อ ก็ควรจะใส่ชื่อแบรนด์และรุ่นลงไปเป็นคีย์เวิร์ดในรูป เช่น รองเท้า กระเป๋า ของใช้ด้านกีฬา โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

6. ไม่ใช้ภาษาไทยในการตั้งชื่อภาพ

เนื่องจากการใช้ปลั๊กอิน All-in-one-wp migration ที่ต้องใช้ในการนำรูปอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์จะทำให้ตัวอักษรผิดเพี้ยนวรรณยุกต์หรือหายไปได้ จะทำให้ไม่สามารถตรงกับการสืบค้นได้จริง จึงควรเลือกใช้ตัวอักษรเป็นภาษาอังกฤษจะให้ผลดีกว่า

จะเห็นได้ว่า ตั้งชื่อภาพในเว็บไซต์ตามระบบ SEO มีความสำคัญต่อการทำให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น หวังว่าแนวทางที่นำเสนอข้างต้น จะช่วยให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ได้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์มากขึ้นต่อไป

เทคนิคแบบมืออาชีพ ตามหลัก SEO

กูรูแนะนำว่าก่อนเปิดเว็บไซต์ออนไลน์ ควรศึกษาการทำ SEO

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีระบบอินเทอร์เน็ตสื่อสารความเร็วสูงที่ช่วยให้การสื่อสารคล่องตัวตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ซื้อและผู้ขายจากทั่วโลกสามารถติดต่อเชื่อมโยงกันได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว ซึ่งในขณะที่มีข้อดี ก็มีข้อเสียตามมา คือ ทำให้มีคู่แข่งทางธุรกิจเกิดขึ้นมากด้วย

กูรูด้านการตลาดจึงแนะนำให้ผู้ที่สนใจการขายสินค้าออนไลน์ ควรศึกษาการทำ SEO ตั้งแต่ก่อนเปิดเว็บไซต์ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจและเพิ่มยอดขายได้ดีในระยะยาว

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคที่จะช่วยให้เว็บไซต์ออนไลน์ของคุณประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นกฎเกณฑ์ที่ทาง Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ออกแบบมา เพื่อใช้ในการที่จะวิเคราะห์แยกแยะคุณภาพของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ขายสินค้าแต่ละประเภท

หากเว็บไซต์ใดมีการพัฒนาอย่างรอบด้าน ตามที่ Search Engine กำหนด ก็จะสามารถทำให้ระบบ AI อัจฉริยะประมวลและวิเคราะห์ผลออกมาได้ว่าเป็นเว็บไซต์มีคุณภาพสูง ทำให้ถูกสืบค้นเจอได้ง่าย เป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าจอการสืบค้นของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ และจะนำมาซึ่งยอดขายที่ดีมากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับล่างลงไปหลายเท่าตัวทีเดียว

การทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

1. On-Page SEO

เป็นการออกแบบเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้บริโภค ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของแต่ละเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น

การเลือกฟอนต์ตัวอักษร ธีมสีและออกแบบโลโก้ที่สื่อสารถึงแบรนด์ได้อย่างชัดเจน เช่น ธุรกิจที่ขายสินค้าออร์แกนิกไร้สารเคมี ก็ควรเลือกธีมสีที่เป็นโทนสีเขียว และโลโก้ที่อ่านง่ายดูสบายตา เพื่อแสดงถึงความเป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

การผลิตบทความที่มีคุณภาพโดยใช้ Keyword ที่วิจัยแล้วว่าตรงกับการสืบค้นของกลุ่มผู้บริโภค โดยมีการกระจาย Keyword ในเนื้อหาบทความอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ถูกระบบ Algorithm วิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะ หรือ Spam ได้

การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายทั้งในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานของผู้บริโภคยุคปัจจุบันการทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วน

2. Off-Page SEO

คือการสร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณกับเว็บไซต์ภายนอก เช่น ห้องแชทต่าง ๆ ใน Facebook หรือ Pantip ทำให้เกิดการขยายฐานลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น และเกิดการจดจำแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แก่ Search Engine จึงเหมาะกับผู้ประกอบการรายใหม่ที่กำลังคิดทำเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือผู้ต้องการหารายได้เสริมจากการขายสินค้าออนไลน์

หวังว่าบทความนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่นักธุรกิจออนไลน์มือใหม่ทุกท่านในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

ใช้ปลั๊กอิน yoast SEO อย่างไรให้เว็บไซต์อันดับดีขึ้น

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ตามระบบ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคที่ช่วยให้การเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายมีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน ทั้งนี้มีเครื่องมือสำคัญ คือ การใช้ ปลั๊กอิน yoast SEO ที่มีประโยชน์ในการช่วยวิเคราะห์หาจุดอ่อนในบทความ SEO เพื่อการปรับแต่งให้เหมาะสมก่อนที่จะนำไปโพสต์ขึ้นบนโลกออนไลน์ ผู้ที่ทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ จึงควรศึกษาข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ปลั๊กอิน yoast SEO ดังที่เราได้นำมากล่าวดังต่อไปนี้

1.จำนวน keyword ที่มีการใส่ในเพจ

ปลั๊กอิน yoast SEO จะมีช่องที่เขียนว่า focus keyword เพื่อให้เราใส่ keyword ที่ต้องการ ซึ่งแนะนำว่าให้ใช้เพียงคำเดียวที่ตรงกับบทความที่สุด ควรมีลักษณะเป็น niche-long tailed keywords เช่น คำว่า “รองเท้ากีฬาไนกี้สำหรับผู้หญิง” แทนการใช้คำว่า “รองเท้า” เพื่อเจาะจงกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด ซึ่งจะปรากฏผลไฟเขียว ที่แสดงว่า ผ่าน หรือ ใช้คำได้เหมาะสมแล้ว (กรณีเป็นไฟอื่น เช่น สีส้ม สีแดง ควรอ่านคำวิเคราะห์ที่ระบบแสดง เพื่อปรับแต่งใหม่ตามคำแนะนำ จึงจะสอดคล้องกับระบบ SEO ที่เราหวังผล)

2. ความยาวของชื่อเรื่องหรือ title

การคิดชื่อเรื่องเป็นสิ่งสำคัญในการดึงดูดใจคนอ่าน ปลั๊กอิน yoast SEO จะมีช่องให้ใส่ SEO title แล้วคลิกให้ทำการวิเคราะห์ จะปรากฏแถบสีเขียว ที่มีความยาวแตกต่างกัน ตามระดับความเหมาะสม ควรเพิ่มความยาวจนกว่าจะไม่ปรากฏเป็นสัญญาณแดงเตือน เพื่อให้ชื่อเรื่องมีประสิทธิภาพสื่อสารถึงผู้อ่านได้สูงที่สุด

3. การใส่ลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์

ปลั๊กอิน yoast SEO จะมีฟังก์ชันที่เรียกว่า hyperlink เป็นรูปโซ่ เพื่อช่วยให้เกิดการตอบสนองเมื่อมีการคลิก กล่าวคือ เมื่อผู้อ่านได้เลื่อนเมาส์ไปตรงข้อความช่วงนี้ จะเปลี่ยนจากรูปลูกศรกลายเป็นรูปมือ เมื่อคลิกก็จะปรากฏหน้าต่างใหม่ของเว็บไซต์ ที่เป็นการขยายความต่ออย่างละเอียด นับว่าเป็นช่องทางที่สะดวกในการยกอันดับ SEO ให้สูงขึ้น และยังทำให้เพิ่มความน่าสนใจของบทความได้อีกด้วย

4. ปริมาณ keyword ที่ใส่ลงในแต่ละบทความ

การใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆ ควรซ้ำไม่เกินกว่า 2.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งปลั๊กอิน yoast SEO สามารถช่วยวิเคราะห์ได้ทันทีว่า การใช้ keyword ในบทความนั้น ๆ เหมาะสมหรือไม่ โดยจะแจ้งว่าควรมีไม่เกินกี่คำในบทความนั้น จึงช่วยเสริมสร้างความสะดวกในการจัดทำบทความคุณภาพสูงได้ปลั๊กอิน yoast SEO ดังที่เราได้นำมากล่าว

จะเห็นว่า การใช้ปลั๊กอิน yoast SEO เป็นเครื่องมือที่ดีในการปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ของบทความ ทั้งการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ การตั้งชื่อที่เหมาะสม การใส่ลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ที่ส่งผลต่ออันดับ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

หากมีการปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ตามคำแนะนำจากผลการวิเคราะห์ของปลั๊กอิน yoast SEO อย่างสม่ำเสมอ ก็มั่นใจได้ว่าจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของอันดับ SEO ที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะสัมพันธ์กับยอดขายและฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน