3 ประเด็นที่ต้องใส่ใจ หากจะทำ SEO และ SEM

SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากทั้งคู่ในปัจจุบัน เพราะการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่การจองซื้อรถยนต์ยังเกิดขึ้นบนเว็บไซต์มากมาย อัตราการแข่งขันทางการตลาดโลกออนไลน์จึงสูงขึ้นมาในสินค้าทุกประเภท เรามาดูกันว่า มีประเด็นใดบ้างที่ต้องใส่ใจหากจะทำ SEO และ SEM

ประเด็นที่ 1 การเข้าถึงลูกค้า
ตามหลักการ SEO แล้ว คีย์เวิร์ดเป็นเหมือนหัวใจในการเข้าถึงลูกค้า เพราะทุกบทความบนเว็บไซต์ต้องมีคีย์เวิร์ดที่เป็นแก่นของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแนวรีวิวสินค้า ความรู้เชิงวิชาการทางแพทย์ กฎหมาย แฟชั่น ฯลฯ ส่วน SEM เป็นเทคนิคประชาสัมพันธ์ทางการตลาดออนไลน์ ที่ไม่ได้มาจากการจัดอันดับของคุณภาพเว็บไซต์ SEO โดยตรง แต่เป็นการซื้อพื้นที่โฆษณา ที่ต้องมีการประมูลสำหรับคีย์เวิร์ดเดียวกันกับ SEO เพื่อได้พื้นที่ประชาสัมพันธ์ด้านบน ๆ ของหน้าจอ google โดยต้องจ่ายแบบ Pay Per Click ตามจำนวนครั้งการคลิกเข้าไปชมอีกด้วย

ประเด็นที่ 2 ตัววัดความสำเร็จ
เว็บไซต์ที่ทำ SEO อาจจะไม่จำเป็นต้องมีสินค้าและบริการโดยตรงแบบการขายของบน Lazada Shopee ก็ได้ เพราะสิ่งตอบแทนจากการเข้าเว็บไซต์อาจเป็นในแง่อื่น ๆ ตามวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ของการสร้างเว็บนั้น ๆ เช่น เพื่อเพิ่มชื่อเสียงแก่แบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้อยากมาตรวจสุขภาพและฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล ทั้งยังคาดหวังว่าผู้อ่านจะช่วยกันแชร์บอกต่อบทความไปแพลตฟอร์มอื่น อันทำให้เพิ่ม traffic ต่อหน้าเพจนั้น ๆ และท้ายที่สุด คือ การได้ค่าโฆษณาจาก Google adsense ในทางอ้อม ซึ่งเป็นแบบ passive income รายได้ไม่จำกัดตามคุณภาพ SEO ส่วนด้าน SEM เป็นกลยุทธ์ของเว็บไซต์ที่ต้องการเจาะตลาดลูกค้า เพื่อสร้างยอดขายไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ประเมินไว้แล้วว่ากำไรส่วนต่างที่เหลือต้องได้มากกว่าค่าโฆษณาที่เป็นต้นทุนค่อนข้างสูง

ประเด็นที่ 3 ความเชื่อมั่นต่อเว็บไซต์
ผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจออนไลน์อยู่แล้วย่อมรู้จัก SEO เป็นอย่างดี หากพิมพ์ใน Google แล้วพบเว็บไซต์ใด ๆ เรียงจากบนลงไปล่าง โดยไม่มีคำว่าโฆษณาติดอยู่ ย่อมหมายถึง คุณภาพเว็บไซต์ที่ดีมีเนื้อหาบทความที่น่าสนใจอันดับต้น ๆ 1 2 3 ย่อมเป็นประโยชน์กับผู้อ่านมากกว่าอันดับรองลงไปเรื่อย ๆ หรืออยู่ในหน้าหลัง ๆ ของกูเกิ้ล ส่วนบุคคลทั่วไปที่ค้นหาข้อมูลใน google เช่นพิมพ์คำว่า อาหารเสริม ก็แสดงถึงความสนใจอยากซื้อสินค้านั้น ๆ เป็นทุนเดิม จะไม่สนใจคำว่าโฆษณาใกล้ลิงก์เว็บไซต์ที่มาจาก SEM มักคลิกเข้าไปเพื่อหาข้อมูลที่ตนเองอยากอ่านและอยากดูโปรโมชั่นที่มี ณ ขณะนั้นเลย

กล่าวได้ว่า SEO และ SEM เป็นสิ่งที่คนทำการตลาดออนไลน์ต้องสนใจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ที่ต้องการควบคุมต้นทุนในยุค covid และ New Normal จากนี้ไป ที่ควรศึกษาทางด้านสถิติการตลาด คำนวณต้นทุนรายรับรายจ่ายที่เหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนขึ้น

5 ข้อควรระวังในการทำ SEO Content

SEO Content อาจเป็นคำที่คุ้นหูสำหรับผู้ที่ทำการตลาดออนไลน์ แต่สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น อาจต้องทำความรู้จักกับ SEO Content ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำการตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น SEO มาจากคำว่า Search engine optimization ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพให้เว็บไซต์ ถูกค้นพบด้วย Search Engine ต่าง ๆ อย่าง Google, Bing , Yahoo , Ask และ Baidu เป็นต้น โดยใช้ Keyword Content เป็นอาวุธซึ่ง Content ที่ว่านี้ค่ะภาพรวมของเนื้อหา เช่น ภาพ ตัวอักษร วีดีโอ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ใส่ไว้ในบทความ ด้วยรายละเอียดเหล่านี้จึงเป็นที่มาของข้อควรระวังในการทำ SEO Content ซึ่งมี 5 ข้อพึงระวัง ดังต่อไปนี้

1.ระวังไม่ให้ Content ขาดสารประโยชน์
เพื่อพื้นฐานสำคัญในการทำ SEO ในช่วงเวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เนื้อหาต้องมีประโยชน์ เพราะหาก Content นั้น ๆ มีข้อมูลและสารประโยชน์ต่อผู้อ่านก็จะเกิดการแชร์ต่อ ๆ กันไป และบางคนก็กลับมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทำให้เกิดการคลิกเข้ามาสู่เพจบ่อยขึ้น สิ่งนี้จะกระตุ้นให้อัลกอริธึมของ Google จัดอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นด้วย

2.ระวังเรื่อง Keywords
ซึ่งเป็นหัวใจหลักของบทความ โดยหลักการทำ SEO นั้นสามารถใส่ Keyword ได้ 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Broad, Broad Match Modifier, Phrase และ Exact โดยแต่ละประเภทมีการทำงานที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น Broad หมายถึงคีย์เวิร์ดประเภท “กว้าง ๆ” โดยโฆษณาของเว็บไซต์จะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Keyword ใส่ และคำที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่ใส่ลงไปในบทความ รวมถึงคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดนั้นด้วย เช่น Keyword คือคำว่า ‘รองเท้าผู้ชาย’ กรณีที่มีผู้ค้นหาด้วยคำว่า ‘รองเท้าผู้ชาย’ หรือ ‘รองเท้าแตะผู้ชาย’ Ad โฆษณาของเว็บไซต์ของคุณก็จะแสดงผลใน Search Engine ด้วยเช่นกัน

3.ระวังเรื่องความถี่ในการอัพเดท
สิ่งสำคัญสำหรับเว็บเพจจำหน่ายสินค้าออนไลน์ คือการอัพเดทข่าวสารข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำเสนอ Content ที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งหากขาดการอัพเดทข้อมูลของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ หรือรูปแบบกิจกรรมใหม่ ๆ ให้เคลื่อนไหวในระบบออนไลน์ Content ก็จะไม่ได้รับการพัฒนาให้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และไม่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการแรงกระตุ้นจากกกระแสโซเชียลดึงดูดเพื่อการตัดสินใจในการซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น

4.ระวังเรื่องจำนวนของภาพและคลิปวีดิโอ
หากภาพ หรือคลิปวิดีโอมีจำนวนมากเกินไปจะส่งผลให้การโหลดเข้าสู่เว็บไซต์ทำได้ช้า ซึ่งเท่ากับเป็นการเสียโอกาสในการค้นหาและการเข้าสู่เว็บไซต์ เพราะผู้บริโภคมีเวลาตัดสินใจไม่มากนักประกอบกับมีเว็บไซต์ของคู่แข่งให้เลือกชมอีกเป็นจำนวนมากนั่นเอง

5.ระวังเรื่อง Copy & Paste
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ SEO Content ขาดความน่าสนใจและตกอันดับจากหน้าเพจแรกของ Google ได้แก่ กรณีการทำ Copy&Paste นอกจากจะได้เนื้อหาที่ไม่เชื่อมต่อแล้ว ยังอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณหลุดจากอันดับต้น ๆ ในเพจแรกของ Google ได้แบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น การสร้าง SEO Content ที่มีประโยชน์และอัพเดทข่าวสารข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ติดตามเพื่อการเข้าถึงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันรูปแบบ Organic Reach แม้ว่าจะดูเรียบง่ายซึ่งมีข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าในระยะยาวนั้นการทำ SEO Content ให้มีคุณภาพตามแนวทางข้างต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์เพื่ออยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาในหน้าแรกของ Search Engine

อยากเก่งต้องตามให้ทันเทรนด์ SEO 2021

ยุคนี้ต้องยอมรับว่าชีวิตออนไลน์มาแรงเป็นอย่างมาก ดังนั้นการทำให้คอนเทนต์ให้ก้าวตามเทรนด์ SEO จึงถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์หรือหน้าเพจบน Facebook และสื่อโซเชียลต่าง ๆ ของคุณขึ้นไปติดอยู่อันดับต้น ๆ และกลายเป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นลองมาดูเทรนด์ของ SEO ในปี 2021 ที่จะทำให้คุณสร้างคอนเทนต์สุดปัง! ไปสู้กับคนอื่นได้ง่ายมากขึ้น ดังนี้

1.การจัดอันดับ
การจัดอันดับที่ Google นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์สำหรับการค้นหาเว็บไซต์ที่ถูกปรับเปลี่ยนมาใหม่ คือ Core Web Vitals ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่คนทำ SEO ยุค 2021 ควรรู้ไว้ ซึ่งเป็นการที่ Google จะให้ความสำคัญต่อประสบการณ์ของผู้ใช้เว็บไซต์เท่านั้น มาเป็นคะแนนเพื่อที่จะดึงให้เว็บหรือคอนเทนต์ของคุณก้าวเข้าส่การติดอันดับที่ดีที่สุด ซึ่งการให้คะแนนนี้จะมีทั้งคะแนนของ Content, คะแนนความเร็วในการตอบสนอง, คะแนนการทำงานที่มีความคล่องตัวและไหลลื่น ซึ่งถือว่าเป็น 3 คะแนนสำคัญที่เว็บไซต์และคอนเทนต์ยุคนี้ต้องทำให้ได้

2.เข้าถึงความเข้าใจผู้ค้นหา
แม้ว่า Keyword จะเป็นหัวใจหลักของการทำ SEO แต่การใช้คีย์เดิม ๆ จะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์หรือเพจเกี่ยวกับธุรกิจใดก็ตาม รวมไปถึงการทำคอนเทนต์การใส่ Keyword จะต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อย ๆ โดยจะต้องเน้นหา Keyword ที่มีค่า Volume สูงที่สุดและต้องมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจของคุณโดยตรง หรือมีความใกล้เคียงกันมาใช้ภายในเว็บไซต์, เพจ หรือคอนเทนต์ของคุณให้บ่อยครั้งมากที่สุด เพื่อทำให้การจัดอันดับเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

3.ทำให้เหมาะสมต่อการใช้งาน
ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม คือ การจัดทำเว็บไซต์และการทำคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่จะต้องเหมาะสมต่อการใช้งานของอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้งานภายในสมาร์ทโฟนที่มีความนิยมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ที่ชื่นชอบการ Search หาเรื่องราวต่าง ๆ ภายใน Google ที่ใช้ผ่านมือถือเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

4.คุณภาพ​ต้องมาก่อน
สิ่งที่เน้นย้ำอยู่เสมอว่ามีความสำคัญต่อการทำ SEO อย่างมาก คือ เรื่องของความเชี่ยวชาญในบทความที่ถูกผลิตออกมา โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดของบทความที่คุณทำขึ้น คือ เรื่องของคุณภาพ ไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร, รูปแบบไหน หรือเป็นเว็บธุรกิจและ Social ที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณ การเขียนบทความควรเชื่อมต่อกับเนื้อหาของคุณโดยตรง ไม่เช่นนั้น Google อาจมองว่าบทความคุณเป็นสแปม ที่สำคัญคือการใช้บทความมาเป็นตัวช่วยอันทรงพลัง ยิ่งเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแพร่หลายและกระจายความสนใจออกไปได้มากเท่านั้น

5.บทความยาว ให้ผลดีกว่า
ยุคนี้บทความแบบ Long Form ที่มีขนาด 2,000 คำขึ้นไป กลายมาเป็นบทความสำคัญที่ควรอยู่บนหน้าเว็บไซต์มากที่สุด เพราะ Google ค้นพบว่าเทรนด์ของ 2021 บทความที่มีความยาวตั้งแต่ 2,000 คำไปจนถึง 3,000 คำ สามารถที่จะสร้างกราฟิกบนเว็บไซต์ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมการใส่ H1, H2 และ H3 ไว้อย่างเหมาะสม มีการเพิ่ม Keyword ที่แนบเนียน เพียงเท่านี้การทำ SEO ก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การทำ SEO จะทรงพลังมากขึ้น ถ้าคุณตามเทรนด์ของ Google และ Search engine ชื่อดังต่าง ๆ อยู่เสมอ เพราะการรู้ทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามานั้น จะสามารถสร้างประสิทธิภาพในการทำ SEO ของคุณให้ได้ผลและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

4 ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจยุคดิจิทัลมือใหม่ต้องรู้

ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดแบบนี้ พนักงานออฟฟิศหลายคนก็ผลันตัวมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือนักธุรกิจออนไลน์กันมากมาย แต่การทำธุรกิจออนไลน์จะสำเร็จด้วยสิ่ง ๆ หนึ่งได้ที่เรียกว่า SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือเพจที่ทำธุรกิจติดอันดับการค้นหาต้น ๆ บนโลก Google อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นมาดูกันว่า 4 ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจยุคดิจิทัลมือใหม่จะต้องรู้นั้นมีอะไรบ้าง

1.สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์
แน่นอนไม่ว่าใครที่ค้นหาอะไรก็ตามใน Google ก็จะต้องกดเข้าผลลัพธ์ของการค้นหาในเว็บไซต์ที่ถูกจัดไว้เป็นอันดับแรก ๆ ของหน้า Google อยู่แล้ว ซึ่งการทำ SEO ทำให้เว็บไซต์ของเราแสดงผลลัพธ์ในหน้าแรก ๆ จึงทำให้แบรนด์หรือเว็บไซต์ของเราดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วย

2.ทำให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำ
ถัดจากข้อแรกก็มาสู่ข้อนี้เป็นอันดับต่อไป เมื่อเว็บไซต์ได้ปรากฏใน search engine เป็นอันดับต้น ๆ แล้ว จึงไม่แปลกที่ผู้ใช้จะจดจำแบรนด์ของเราได้จากข้อนี้ เพราะมักจะเห็นผ่านหน้าผ่านตาอยู่เสมอ ซึ่งข้อนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเว็บไซต์ของเรามี keyword และเนื้อหาที่ผู้ค้นหาส่วนมากต้องการนั่นเอง

3.สร้างหรือขยายฐานลูกค้าใหม่
การทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ก็ส่งผลให้เราได้ลูกค้ากลุ่มเดิม ดังนั้นการ SEO จึงเป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านโลกออนไลน์หรือ Google จากการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ นอกจากจะได้ฐานลูกค้าใหม่จากการค้นหาแล้ว ก็ยังช่วยให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามเป้าหมาย และเพิ่มยอดขายไปในตัว แถมยังมีโอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะเป็นที่รู้จักในต่างประเทศทั่วโลกอีกด้วย

4.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำตลาด
การทำตลาดในบางครั้งก็ต้องพึ่งการยิงโฆษณาผ่านเสิร์จเอ็นจินหรือแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเวลาที่จะต้องทำตลาดในระยะหนึ่ง แต่ถ้าเว็บไซต์ของเรามีการทำ SEO ที่ดีก็สามารถนำธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่มากหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย หากเทียบกับบริการอื่น ๆ ที่ต้องจ้างบริษัทต่าง ๆ ทำให้

คงจะเข้าใจกันแล้วว่าการทำ SEO ดีต่อธุรกิจบนโลกดิจิทัลยุคใหม่แค่ไหน แต่การทำ SEO จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อเพจหรือเว็บไซต์เลือกใช้ Keywords ที่เหมาะสม มีบทความที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและมีการอัปเดทตามเทรนด์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดออนไลน์ ณ ตอนนั้น ที่สำคัญต้องใจเย็นและอดทนรอคอย เพราะ SEO ต้องใช้เวลานานกว่าการยิงโฆษณา แต่ถ้าหากติดอันดับได้เมื่อใด ก็จะอยู่ในอันดับนั้นไปอีกระยะเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีก็เป็นได้ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ได้อย่างมาก

รวมมาให้แล้ว เทรนด์การทำ SEO ให้ติดอันดับใน Google ประจำปี 2021

ในยุคนี้ไม่ว่าจะสงสัยอะไรหรืออยากรู้เรื่องไหน เชื่อว่าหลายคนนิยมหาคำตอบผ่าน Google เพราะไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ Google ต่างมีคำตอบให้เสมอ และเพราะปัจจุบันใคร ๆ ต่างค้นหาสิ่งที่ต้องการผ่าน Search Engine ประเภทนี้ นั่นทำให้นักการตลาดออนไลน์ให้ความสำคัญกับการทำ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นเว็บไซต์ และสำหรับใครที่กำลังปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ลองมาดูว่าปี 2021 จะมีเทรนด์การทำ SEO อย่างไรบ้างให้ปังสุด ๆ

สำหรับเหตุผลที่ต้องอัปเดตเทรนด์การทำ SEO เสมอ นั่นก็เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์การให้คะแนนของ Google เพราะแม้ว่าวันนี้เว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับต้น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นในอนาคตอาจตกอันดับก็เป็นได้ นั่นเพราะ Google พัฒนาระบบการวิเคราะห์เว็บไซต์อยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ให้ผู้ใช้งานสามารถกดค้นหาและเจอผลลัพธ์ใกล้เคียงความต้องการมากที่สุด

เทรนด์การทำ SEO ให้ติดอันดับ Google ประจำปี 2021

Page Experience
เพราะ Google จะมีระบบสำหรับวัดประสบการณ์การใช้งานหรือที่เรียกว่า Core Web Vitals ซึ่งเจ้าระบบนี้จะวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ คุณภาพการดาวน์โหลดเว็บไซต์ ระยะเวลาใช้งาน ประสิทธิภาพการแสดงผลผ่านสมาร์ตโฟน ที่สำคัญคือการเป็นเว็บไซต์ที่ปลอดภัย ไม่เป็นสแปม

คอนเทนต์ออริจินัลที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
เนื่องจาก Google จะไม่ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ซ้ำ ๆ หรือคอนเทนต์ที่คัดลอกมา ดังนั้น อีกหนึ่งปัจจัยปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ คือการจัดทำคอนเทนต์ต้นฉบับหรือคอนเทนต์ที่ไม่มีใครเหมือน ไม่ลอกเลียนแบบ กล่าวคือเป็นคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและหาอ่านได้จากเว็บไซต์คุณเท่านั้น

Featured Snippets
เคยสังเกตหรือไม่ว่าบางครั้งเมื่อกดค้นหาใน Google แล้วเจอคำตอบการค้นหาทันที ซึ่งจะปรากฎอยู่อันดับแรกของการค้นหา โดยเรียกว่า Featured Snippets หรือตัวแสดงผลการค้นหาอันดับศูนย์ (Rank zero) จุดเด่นของ Featured Snippets คือ ผู้ใช้งานสามารถได้คำตอบที่ต้องการทันทีแบบไม่ต้องคลิก ตอบโจทย์การค้นหาแบบรวดเร็วทันใจได้เป็นอย่างดี

Voice Search ก็สำคัญ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมื่อปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้ใช้งาน Voice Search เพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการค้นหาด้วยเสียง เทคนิคง่าย ๆ คือต้องให้ความสำคัญกับ Long – Tail Keyword หรือคีย์เวิร์ดยาว แทนที่จะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว

นักการตลาดออนไลน์ที่ต้องการปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ใน Google อย่าลืมติดตามเทรนด์การจัดทำ SEO ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ เพื่อรักษาอันดับเว็บไซต์ของคุณไว้ โดยควรทำอย่างต่อเนื่องเพราะการทำ SEO ที่ถูกต้องจำเป็นต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการพัฒนาคอนเทนต์และเว็บไซต์ เพื่อผลักดันและรักษาอันดับบน Search Engine ได้นั่นเอง

SEO สำคัญอย่างไร

SEO เป็นคำที่นักธุรกิจออนไลน์มือใหม่หลายคนยังไม่เข้าใจ แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์จำนวนมากแนะนำให้ทำเสมอ โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ใหม่ ๆ หรือเพจใน Facebook ในบทความนี้ เราจึงรวมประเด็นความสำคัญของ SEO มาให้มือใหม่ที่สนใจทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ทราบ ดังนี้

1.เพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้
ระบบ SEO เป็นแบบ Organic หมายความว่า ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หากเว็บไซต์ใดทำ SEO สอดคล้องกับหลักการของ Google หรือ Facebook ย่อมทำให้มีโอกาสนำเสนออยู่ในรายชื่อเว็บไซต์แนะนำด้านบนของหน้าต่างการสืบค้น หรือ SERPs (search engine result pages) อยู่เสมอ ดังนั้น หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณหรือเพจเป็นที่รู้จักเมื่อมีการค้นหาด้วย keyword ใด ๆ ก็จำเป็นต้องทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ

2.เพิ่มยอดขายได้จริง
การเพิ่มยอดขายสัมพันธ์กับจำนวนผู้ที่เห็นเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ของคุณปรากฏอยู่ในอันดับที่ 1 ของการค้นหาด้วย keyword ใด ๆ เช่น เสื้อผ้า อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก นั่นหมายความว่า กลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาข้อมูลและอยากเลือกซื้อสินค้านั้น ๆ เห็นเว็บไซต์ของคุณปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับแรก ก็มีแนวโน้มเกือบ 100% ที่จะสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ของคุณทันที เพราะมีความเชื่อมั่นในระบบ algorithm ของ Google ว่าข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณจะมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์และเป็นเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้สูง

3.เพิ่มช่องทางการตลาดได้กว้างขวาง
การเปิดเว็บไซต์ควบคู่กับเพจใน Facebook และทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเท่ากับว่าคุณมีหลายช่องทางการตลาดในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ คือ คนไทยนิยมหาข้อมูลบนสองแพลตฟอร์มนี้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงสละเวลาศึกษาระบบ SEO และลงมือทำจริงจัง ในเวลาไม่นาน จะมียอดผู้เข้าชมข้อมูลในเว็บไซต์และเพจของคุณหลายร้อยถึงหลายพันคนต่อวันได้

4.ควบคุมต้นทุนในการโฆษณา
หากคุณคุ้นเคยกับระบบการซื้อพื้นที่โฆษณาหรือประมูลโฆษณา หรือประมูลเพื่อการโฆษณาแข่งขันกับเว็บไซต์เจ้าอื่น ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรทำ SEO ควบคู่กันไปด้วย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาในระยะยาว เพราะเว็บไซต์หรือเพจที่มีคุณภาพ จะสามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองได้ทันที ผ่านระบบ Organic SEO ที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินประมูลหรือซื้อพื้นที่โฆษณาแต่อย่างใด

5.ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
เนื่องจากระบบออนไลน์เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก หากคุณทำเว็บไซต์ 2 ภาษา หรือเน้นข้อมูลที่มีสาระ มีสินค้าคุณภาพสูงที่ตรงกับความสนใจของชาวต่างชาติ โพสต์ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ และไม่มองข้ามการทำ SEO ก็จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าชาวต่างชาติได้ง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชาสัมพันธ์สินค้าในต่างประเทศ

จะเห็นได้ว่า ระบบ SEO เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจที่มีความมุ่งมั่นทำเว็บไซต์และเพจ ให้ประโยชน์สาระแก่ผู้ชม และต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจออนไลน์ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มุ่งมั่นทำธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตได้ดีในอนาคต ก็ควรศึกษาและเริ่มทำ SEO ตั้งแต่วันนี้

เทคนิคพื้นฐานในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

เทรนด์การตลาดออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ต้องยกให้กับการทำ SEO จึงทำให้หลายองค์กรและหลายธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการทำ SEO มากขึ้น โดย SEO นั้น หากอธิบายง่าย ๆ คือ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ใน Search Engine เช่น Google, Youtube และ Yahoo เป็นต้น เพราะการติดหน้าแรกของ Search Engine นอกจากจะทำให้ดูน่าเชื่อถือแล้ว ยังทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นธุรกิจและบริการของคุณได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และเมื่อการทำ SEO มีข้อดีแบบนี้ ลองมาดูกันว่าจะมีพื้นฐานอย่างไรในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

เนื้อหาต้องโดนใจ
Content is King คำนี้ยังใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะยุคที่ใคร ๆ ต่างหันมาบริโภคคอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งเทคนิคง่าย ๆ ในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องเริ่มต้นโดยการผลิตคอนเทนต์ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และควรเป็นคอนเทนต์ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน ที่สำคัญควรอัปเดตสม่ำเสมอเพื่อให้มีเนื้อหาใหม่ ๆ ตลอดเวลา

คีย์เวิร์ดต้องใช่
นอกจากคอนเทนต์สดใหม่และน่าสนใจแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหา เช่น หากเป็นเว็บไซต์ขายเครื่องสำอางเกาหลี กลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหาคำว่า “เครื่องสำอางเกาหลี” โดยคีย์เวิร์ดเหล่านี้ควรนำมาใช้ประกอบการเขียนคอนเทนต์ ซึ่งหากเลือกใช้คีย์เวิร์ดตอบโจทย์ตรงประเด็น ย่อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

ความรวดเร็วในการโหลดเข้าเว็บไซต์
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์ที่พอคลิกเข้าไปทีไรกลับต้องรอนาน จนหลายครั้งตัดสินใจคลิกปิดเว็บไซต์และไปใช้งานเว็บไซต์อื่น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเสียโอกาสเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ดังนั้น อย่าลืมใช้ Page Speed Insights หรือเครื่องมือทดสอบความเร็วเว็บไซต์ก่อนเสมอ

เว็บไซต์น่าเชื่อถือ
ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ประกอบด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโปรโตคอลความปลอดภัยแบบ https:// และการมีคนคลิกเข้าชมจำนวนมาก การมีผู้ใช้งานครั้งละนาน ๆ รวมถึงการถูกนำ URL ไปอ้างอิงในเว็บไซต์อื่น ๆ และมีผู้ใช้งานใหม่ ๆ คลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์คุณน่าเชื่อถือ เพราะมีผู้ติดตามจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ

Mobile Friendly
เนื่องด้วยในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักเยี่ยมชมเว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น การออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนย่อมมีส่วนช่วยเพิ่มคะแนนเว็บไซต์ เพราะฉะนั้นจึงควรออกแบบให้ขนาดตัวหนังสือกำลังดี อ่านแล้วสบายตา นอกจากนี้รูปภาพต้องสวย ไฟล์มีขนาดเล็กเพื่อให้โหลดเร็ว ขนาดภาพไม่ใหญ่จนเกินขนาดหน้าจอหรือเล็กจนมองไม่ชัด

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจและสนใจปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับด้วย SEO อย่าลืมคำนึงถึงเทคนิคพื้นฐานเหล่านี้ที่รับรองว่าจะช่วยผลักดันสินค้าและบริการของคุณให้เป็นที่รู้จักและสามารถติดอันดับต้น ๆ ของ Search Engine ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอีกด้วย

แนะนำ 5 เครื่องมือช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้นกว่าที่คิด

สำหรับนักธุรกิจออนไลน์มือใหม่บางคนมักจะเข้าใจว่าการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพจะต้องใช้คำซ้ำกันบ่อย ๆ ในบทความหรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งความจริงแล้วผิดถนัด เพราะการใช้คำซ้ำฟุ่มเฟือยจนผิดธรรมชาตินอกจากจะสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ใช้งานแล้ว ยังอาจะทำให้ Google มองว่าเป็น “สแปม” ซึ่งอาจถึงขั้นถูกปิดกั้นการเข้าถึงเลยก็ได้ ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 เครื่องมือที่จะช่วยให้การทำ SEO ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นและง่ายขึ้นจนคุณคิดไม่ถึง

1.เครื่องมือสำหรับเลือกใช้ “คีย์เวิร์ด”
เครื่องมือสำหรับการเลือกใช้ คีย์เวิร์ด สำหรับใส่ในบทความหรือคอนเทนต์ SEO ให้มีประสิทธิภาพนั้นมีด้วยการหลายโปรแกรม แต่ที่ได้รับความนิยมคงหนีไม่พ้น Google Keyword Planner เพราะเป็นเครื่องมือที่เราสามารถนำคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เราต้องการมาเปรียบเทียบว่า คีย์เวิร์ด ไหนถูกผู้ใช้งาน Google ใช้ค้นหามากกว่ากัน ยิ่งเป็นคำที่มีคู่แข่งน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ SEO ของเราติดอันดับมากเท่านั้น

2.เครื่องมือตรวจคุณภาพเว็บไซต์
เป็นโปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์เราว่ามีอิทธิพลต่อการทำ SEO มากน้อยแค่ไหน โดยเครื่องมือเหล่านี้จะทำหน้าที่วิเคราะห์หาส่วนที่ควรปรับปรุงเพื่อช่วยส่งเสริมให้ SEO ที่อยู่ในเว็บไซต์ของเรามีโอกาสติดอันดับมากขึ้น โดยโปรแกรมที่ได้รับความนิยมและใช้ง่ายสำหรับมือใหม่ ได้แก่ MozPro และ Webceo

3.เครื่องมือติดตามการเข้าเว็บไซต์ หรือ Backlink
เครื่องมือนี้จะช่วยให้เราสามารถติดตามผลเมื่อมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมยังเว็บไซต์ของเราได้ว่า คนนั้นเข้ามาชมเว็บไซต์เราจากลิงก์ไหน ซึ่งจะทำให้เรารู้ได้ว่าบทความหรือคอนเทนต์ไหนในเว็บไซต์เราที่มีผู้กดเข้ามาเยี่ยมชมมากหรือน้อยกว่ากัน ซึ่งช่วยให้เราสามารถปรับปรุงคอนเทนต์ที่ไม่ได้รับความนิยมได้นั่นเอง โดยเครื่องมือที่นิยมใช้ได้แก่ Google Search Console และ Open Site Exporer

4.เครื่องมือปรับแต่งบทความให้สู้กับคู่แข่งได้
เป็นเครื่องมือปรับแต่งบทความหรือคอนเทนต์ของเรา โดยจะคอยตรวจสอบว่าบทความ SEO ที่เราทำนั้นอยู่ในระดับใด สามารถแข่งกับบทความหรือคอนเทนต์ SEO ในหมวดเดียวกันที่ออนไลน์อยู่ก่อนแล้วได้หรือไม่ เพื่อช่วยให้เราสามารถวางแผนและปรับปรุงเนื้อหาได้นั่นเอง โปรแกรมที่นิยมใช้กัน เช่น เช่น SEO Yoast และ All in one SEO

5.เครื่องมือตรวจเช็คอันดับเว็บไซต์
เป็นเครื่องมือที่เอาไว้คอยเช็คอันดับเว็บไซต์ของเราว่าติดอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่จากการค้นหา โดยจะแสดงเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ย ซึ่งช่วยให้เรารู้ตำแหน่งแห่งที่ของเว็บไซต์ในสารบบ Google โปรแกรมที่นิยม ได้แก่ Rank Tracker, RankWatch และ MozPro

อย่างไรก็ตาม การจะใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น ต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนจนช่ำชอง ยิ่งเราใช้เครื่องมือเหล่านี้เก่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่การทำ SEO ของเราจะติดอันดับดี ๆ บน Google ได้มากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO
สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

การทำ SEO ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ออนไลน์ยุคใหม่ ซึ่งนักธุรกิจที่ต้องการประสบสำเร็จทั้งด้านยอดขายสินค้าและบริการ และขยายฐานลูกค้า จำเป็นต้องเรียนรู้หลักการพื้นฐานที่เราได้รวบรวมไว้ ดังนี้

1.เนื้อหาสำคัญที่สุด
เนื้อหาของเว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อ่านอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การทำเว็บไซต์จำหน่ายน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ก็ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยผักผลไม้สด ว่าแต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไร ช่วยลดความเสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง ฯลฯ โดยมีข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและเชื่อมโยงมาสู่การขายสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นต้องเลือกผู้เขียนบทความที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ จะทำให้ผู้อ่านสนใจและเกิดการบอกต่อ ซึ่งดีกว่าการเขียนบทความที่เน้นการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

2.การทำลิงก์เชื่อมโยง
การทำลิงก์เชื่อมโยงข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มอันดับ SEO และเสริมความน่าสนใจของบทความต่าง ๆ แนะนำให้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่เว็บไซต์ต่างประเทศที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน จะทำให้ส่งเสริมความน่าเชื่อถือของบทความได้อย่างมาก นอกจากนี้ ยังต้องทำลิงก์เชื่อมโยงโพสต์บทความใหม่ ๆ ไปที่บทความเก่า ๆ ที่เคยเขียน เพื่อเพิ่มค่า traffic ด้วย ทั้งนี้ ต้องคอยตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ปลายทางหรือชื่อลิงก์ไม่ให้มีปัญหา เช่น ตัวสะกดผิด หรือเชื่อมไปสู่เว็บไซต์ที่ปิดให้บริการแล้ว เพราะจะทำให้อันดับ SEO ลดลงได้ กรณีที่ตั้งชื่อลิงก์ใหม่ ๆ ควรตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการสะกดวรรณยุกต์และสระที่ผิดพลาด

3.ใส่คีย์เวิร์ด SEO อย่างเหมาะสม
คีย์เวิร์ด SEO จำเป็นต่อการเพิ่มอำนาจการสืบค้นบทความ ต้องใส่ในส่วนหัวเรื่อง บทย่อ คำนำ เนื้อหา สรุป กระจายให้อยู่ทั่วไป และไม่ทำ spam keyword ที่เป็นการซ้ำคำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลตรวจจับและปรับอันดับให้แย่ลงได้ ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใส่ คีย์เวิร์ด SEO แบบยาวและมีความจำเพาะเจาะจงต่อกลุ่มลูกค้ามากขึ้น จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น เช่น ใช้คำว่า “รองเท้ากีฬา Nike สีชมพู ผู้หญิง” จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพศหญิงที่ชอบออกกำลังกายได้ดียิ่งกว่าการใช้คำสั้นว่า “รองเท้ากีฬา”

4.เว็บไซต์ต้องสวยงามใช้ง่ายกับทุกเครื่องมือ
ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ในปัจจุบันมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย จึงเปิดดูข้อมูลผ่านอุปกรณ์ไอทีหลายแบบ ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ฯลฯ ซึ่งมีขนาดรูปร่างหน้าจอที่แตกต่างกัน จึงต้องศึกษาการวางรูปแบบของเว็บไซต์ให้เหมาะสม โดยปรึกษากับทีมผู้เชี่ยวชาญในการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อมั่นใจได้ว่าลูกค้าที่ใช้บริการจะได้รับความประทับใจแน่นอน

เราหวังว่าหลักการพื้นฐานที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อ จะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจออนไลน์ทุกคนในการแก้ไขจุดบกพร่อง และเสริมจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

4 หลักการเขียนบทความ SEO ที่มีประสิทธิภาพ
4 หลักการเขียนบทความ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

การเขียนบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ส่งผลดีต่อการทำการตลาดเพราะทำให้แบรนด์ของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 4 หลักการเขียนบทความ SEO มาบอกคุณเพื่อจะได้มีเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่ติดอันดับ GOOGLE และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเป็นเทคนิคที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที

1.มีคีย์เวิร์ดตรงกับการตลาด
การทำเนื้อหาบนเว็บไซต์ สิ่งสำคัญจะต้องมีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับการทำการตลาด เช่น หากคุณต้องการขายครีมก็จะต้องเจาะลงไปว่าทำ ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงผิวกาย หรือครีมไว้แต้มสิว เพราะเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับบน GOOGLE ได้ จะต้องเป็นบทความที่มีคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่ผู้คนค้นหา แล้ว GOOGLE จะแสดงหน้าเว็บที่มีคีย์เวิร์ดนั้น อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนนี้ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเว็บไซต์จะได้อยู่ที่อันดับเท่าไร

2.คีย์เวิร์ดมีการเว้นวรรค
หากสมมุติว่าได้เขียนบทความขึ้นมา 1,000 คำ ในบทความนั้นจะต้องมีการเว้นวรรคคีย์เวิร์ดในลักษณะเว้นหัวและเว้นท้าย เช่น คำว่า ครีมบำรุงผิวกาย ให้เว้นวรรคก่อนตามด้วยคำว่า ครีมบำรุงผิวกาย แล้วเว้นวรรคอีกครั้งหรือถ้าเว็บไซต์ได้เขียนเกี่ยวกับการทำงานออนไลน์ GOOGLE ก็จะเอาคำว่า งานออนไลน์ ติดเป็นคำค้นหา จึงควรให้มีการเว้นวรรคหัวตามด้วยคำว่า งานออนไลน์ แล้วเว้นวรรคท้าย เป็นต้น

3.เนื้อหาเกี่ยวข้องกับแบรนด์
การทำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่ทำอยู่เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ GOOGLE เข้าใจง่ายว่าเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่จะได้ คือ BACKLINK ซึ่งเป็นลิงก์ของเว็บไซต์ที่ไปติดอยู่บนเว็บอื่นที่มีคุณภาพและมีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ แล้ว GOOGLE ก็จะไปเก็บข้อมูลแล้วตามต่อเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ หมายความว่า เป็นลิงก์ที่ย้อนกลับมาในเว็บไซต์ของคุณ ได้คะแนนความน่าเชื่อถือจาก GOOGLE และมีส่วนช่วยดันเว็บไซต์ของคุณให้ติดอันดับต้น ๆ ได้ (แล้วแต่คีย์เวิร์ด) เช่น ถ้าคุณทำเพจเกี่ยวกับครีมบำรุงผิวหน้า ก็ควรนำเพจไปทำ BACKLINK ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับครีมบำรุงผิวหน้าหรือความงาม เป็นการฝากลิงก์เข้าไปถ้าเว็บไซต์นั้นสามารถให้โพสต์ลิงก์ได้แต่ต้องระวังไม่ไปสแปม

4.เนื้อหาหลากหลายและมีประโยชน์
การเขียนบทความที่มีประโยชน์และมีเนื้อหาที่หลากหลาย อาจจะมีหัวข้อคล้ายกัน อย่างน้อยวันละ 1 บทความ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ ข่าว อธิบายข้อมูลสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และจะได้รับการบอกต่อหรือแชร์ไปยังสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ด้วย

ทั้ง 4 หลักการเขียนบทความ SEO ดังกล่าวข้างต้น จะช่วยให้คนเข้าเว็บไซต์ หรือมี TRAFFIC สูง ส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณดีดตัวขึ้นไปจนมีโอกาสติดอันดับหน้าหนึ่งได้ ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของเว็บไซต์เพราะช่วยให้ทำธุรกิจออนไลน์แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโฆษณามากนัก รวมถึงทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากเนื้อหาด้วย