4 ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจยุคดิจิทัลมือใหม่ต้องรู้

ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดแบบนี้ พนักงานออฟฟิศหลายคนก็ผลันตัวมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือนักธุรกิจออนไลน์กันมากมาย แต่การทำธุรกิจออนไลน์จะสำเร็จด้วยสิ่ง ๆ หนึ่งได้ที่เรียกว่า SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือเพจที่ทำธุรกิจติดอันดับการค้นหาต้น ๆ บนโลก Google อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นมาดูกันว่า 4 ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจยุคดิจิทัลมือใหม่จะต้องรู้นั้นมีอะไรบ้าง

1.สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์
แน่นอนไม่ว่าใครที่ค้นหาอะไรก็ตามใน Google ก็จะต้องกดเข้าผลลัพธ์ของการค้นหาในเว็บไซต์ที่ถูกจัดไว้เป็นอันดับแรก ๆ ของหน้า Google อยู่แล้ว ซึ่งการทำ SEO ทำให้เว็บไซต์ของเราแสดงผลลัพธ์ในหน้าแรก ๆ จึงทำให้แบรนด์หรือเว็บไซต์ของเราดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วย

2.ทำให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำ
ถัดจากข้อแรกก็มาสู่ข้อนี้เป็นอันดับต่อไป เมื่อเว็บไซต์ได้ปรากฏใน search engine เป็นอันดับต้น ๆ แล้ว จึงไม่แปลกที่ผู้ใช้จะจดจำแบรนด์ของเราได้จากข้อนี้ เพราะมักจะเห็นผ่านหน้าผ่านตาอยู่เสมอ ซึ่งข้อนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเว็บไซต์ของเรามี keyword และเนื้อหาที่ผู้ค้นหาส่วนมากต้องการนั่นเอง

3.สร้างหรือขยายฐานลูกค้าใหม่
การทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ก็ส่งผลให้เราได้ลูกค้ากลุ่มเดิม ดังนั้นการ SEO จึงเป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านโลกออนไลน์หรือ Google จากการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ นอกจากจะได้ฐานลูกค้าใหม่จากการค้นหาแล้ว ก็ยังช่วยให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามเป้าหมาย และเพิ่มยอดขายไปในตัว แถมยังมีโอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะเป็นที่รู้จักในต่างประเทศทั่วโลกอีกด้วย

4.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำตลาด
การทำตลาดในบางครั้งก็ต้องพึ่งการยิงโฆษณาผ่านเสิร์จเอ็นจินหรือแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเวลาที่จะต้องทำตลาดในระยะหนึ่ง แต่ถ้าเว็บไซต์ของเรามีการทำ SEO ที่ดีก็สามารถนำธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่มากหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย หากเทียบกับบริการอื่น ๆ ที่ต้องจ้างบริษัทต่าง ๆ ทำให้

คงจะเข้าใจกันแล้วว่าการทำ SEO ดีต่อธุรกิจบนโลกดิจิทัลยุคใหม่แค่ไหน แต่การทำ SEO จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อเพจหรือเว็บไซต์เลือกใช้ Keywords ที่เหมาะสม มีบทความที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและมีการอัปเดทตามเทรนด์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดออนไลน์ ณ ตอนนั้น ที่สำคัญต้องใจเย็นและอดทนรอคอย เพราะ SEO ต้องใช้เวลานานกว่าการยิงโฆษณา แต่ถ้าหากติดอันดับได้เมื่อใด ก็จะอยู่ในอันดับนั้นไปอีกระยะเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีก็เป็นได้ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ได้อย่างมาก

รวมมาให้แล้ว เทรนด์การทำ SEO ให้ติดอันดับใน Google ประจำปี 2021

ในยุคนี้ไม่ว่าจะสงสัยอะไรหรืออยากรู้เรื่องไหน เชื่อว่าหลายคนนิยมหาคำตอบผ่าน Google เพราะไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ Google ต่างมีคำตอบให้เสมอ และเพราะปัจจุบันใคร ๆ ต่างค้นหาสิ่งที่ต้องการผ่าน Search Engine ประเภทนี้ นั่นทำให้นักการตลาดออนไลน์ให้ความสำคัญกับการทำ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นเว็บไซต์ และสำหรับใครที่กำลังปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ลองมาดูว่าปี 2021 จะมีเทรนด์การทำ SEO อย่างไรบ้างให้ปังสุด ๆ

สำหรับเหตุผลที่ต้องอัปเดตเทรนด์การทำ SEO เสมอ นั่นก็เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์การให้คะแนนของ Google เพราะแม้ว่าวันนี้เว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับต้น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นในอนาคตอาจตกอันดับก็เป็นได้ นั่นเพราะ Google พัฒนาระบบการวิเคราะห์เว็บไซต์อยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ให้ผู้ใช้งานสามารถกดค้นหาและเจอผลลัพธ์ใกล้เคียงความต้องการมากที่สุด

เทรนด์การทำ SEO ให้ติดอันดับ Google ประจำปี 2021

Page Experience
เพราะ Google จะมีระบบสำหรับวัดประสบการณ์การใช้งานหรือที่เรียกว่า Core Web Vitals ซึ่งเจ้าระบบนี้จะวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ คุณภาพการดาวน์โหลดเว็บไซต์ ระยะเวลาใช้งาน ประสิทธิภาพการแสดงผลผ่านสมาร์ตโฟน ที่สำคัญคือการเป็นเว็บไซต์ที่ปลอดภัย ไม่เป็นสแปม

คอนเทนต์ออริจินัลที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
เนื่องจาก Google จะไม่ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ซ้ำ ๆ หรือคอนเทนต์ที่คัดลอกมา ดังนั้น อีกหนึ่งปัจจัยปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ คือการจัดทำคอนเทนต์ต้นฉบับหรือคอนเทนต์ที่ไม่มีใครเหมือน ไม่ลอกเลียนแบบ กล่าวคือเป็นคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและหาอ่านได้จากเว็บไซต์คุณเท่านั้น

Featured Snippets
เคยสังเกตหรือไม่ว่าบางครั้งเมื่อกดค้นหาใน Google แล้วเจอคำตอบการค้นหาทันที ซึ่งจะปรากฎอยู่อันดับแรกของการค้นหา โดยเรียกว่า Featured Snippets หรือตัวแสดงผลการค้นหาอันดับศูนย์ (Rank zero) จุดเด่นของ Featured Snippets คือ ผู้ใช้งานสามารถได้คำตอบที่ต้องการทันทีแบบไม่ต้องคลิก ตอบโจทย์การค้นหาแบบรวดเร็วทันใจได้เป็นอย่างดี

Voice Search ก็สำคัญ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมื่อปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้ใช้งาน Voice Search เพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการค้นหาด้วยเสียง เทคนิคง่าย ๆ คือต้องให้ความสำคัญกับ Long – Tail Keyword หรือคีย์เวิร์ดยาว แทนที่จะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว

นักการตลาดออนไลน์ที่ต้องการปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ใน Google อย่าลืมติดตามเทรนด์การจัดทำ SEO ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ เพื่อรักษาอันดับเว็บไซต์ของคุณไว้ โดยควรทำอย่างต่อเนื่องเพราะการทำ SEO ที่ถูกต้องจำเป็นต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการพัฒนาคอนเทนต์และเว็บไซต์ เพื่อผลักดันและรักษาอันดับบน Search Engine ได้นั่นเอง

SEO สำคัญอย่างไร

SEO เป็นคำที่นักธุรกิจออนไลน์มือใหม่หลายคนยังไม่เข้าใจ แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์จำนวนมากแนะนำให้ทำเสมอ โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ใหม่ ๆ หรือเพจใน Facebook ในบทความนี้ เราจึงรวมประเด็นความสำคัญของ SEO มาให้มือใหม่ที่สนใจทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ทราบ ดังนี้

1.เพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้
ระบบ SEO เป็นแบบ Organic หมายความว่า ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หากเว็บไซต์ใดทำ SEO สอดคล้องกับหลักการของ Google หรือ Facebook ย่อมทำให้มีโอกาสนำเสนออยู่ในรายชื่อเว็บไซต์แนะนำด้านบนของหน้าต่างการสืบค้น หรือ SERPs (search engine result pages) อยู่เสมอ ดังนั้น หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณหรือเพจเป็นที่รู้จักเมื่อมีการค้นหาด้วย keyword ใด ๆ ก็จำเป็นต้องทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ

2.เพิ่มยอดขายได้จริง
การเพิ่มยอดขายสัมพันธ์กับจำนวนผู้ที่เห็นเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ของคุณปรากฏอยู่ในอันดับที่ 1 ของการค้นหาด้วย keyword ใด ๆ เช่น เสื้อผ้า อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก นั่นหมายความว่า กลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาข้อมูลและอยากเลือกซื้อสินค้านั้น ๆ เห็นเว็บไซต์ของคุณปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับแรก ก็มีแนวโน้มเกือบ 100% ที่จะสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ของคุณทันที เพราะมีความเชื่อมั่นในระบบ algorithm ของ Google ว่าข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณจะมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์และเป็นเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้สูง

3.เพิ่มช่องทางการตลาดได้กว้างขวาง
การเปิดเว็บไซต์ควบคู่กับเพจใน Facebook และทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเท่ากับว่าคุณมีหลายช่องทางการตลาดในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ คือ คนไทยนิยมหาข้อมูลบนสองแพลตฟอร์มนี้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงสละเวลาศึกษาระบบ SEO และลงมือทำจริงจัง ในเวลาไม่นาน จะมียอดผู้เข้าชมข้อมูลในเว็บไซต์และเพจของคุณหลายร้อยถึงหลายพันคนต่อวันได้

4.ควบคุมต้นทุนในการโฆษณา
หากคุณคุ้นเคยกับระบบการซื้อพื้นที่โฆษณาหรือประมูลโฆษณา หรือประมูลเพื่อการโฆษณาแข่งขันกับเว็บไซต์เจ้าอื่น ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรทำ SEO ควบคู่กันไปด้วย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาในระยะยาว เพราะเว็บไซต์หรือเพจที่มีคุณภาพ จะสามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองได้ทันที ผ่านระบบ Organic SEO ที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินประมูลหรือซื้อพื้นที่โฆษณาแต่อย่างใด

5.ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
เนื่องจากระบบออนไลน์เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก หากคุณทำเว็บไซต์ 2 ภาษา หรือเน้นข้อมูลที่มีสาระ มีสินค้าคุณภาพสูงที่ตรงกับความสนใจของชาวต่างชาติ โพสต์ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ และไม่มองข้ามการทำ SEO ก็จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าชาวต่างชาติได้ง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชาสัมพันธ์สินค้าในต่างประเทศ

จะเห็นได้ว่า ระบบ SEO เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจที่มีความมุ่งมั่นทำเว็บไซต์และเพจ ให้ประโยชน์สาระแก่ผู้ชม และต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจออนไลน์ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มุ่งมั่นทำธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตได้ดีในอนาคต ก็ควรศึกษาและเริ่มทำ SEO ตั้งแต่วันนี้

เทคนิคพื้นฐานในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

เทรนด์การตลาดออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ต้องยกให้กับการทำ SEO จึงทำให้หลายองค์กรและหลายธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการทำ SEO มากขึ้น โดย SEO นั้น หากอธิบายง่าย ๆ คือ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ใน Search Engine เช่น Google, Youtube และ Yahoo เป็นต้น เพราะการติดหน้าแรกของ Search Engine นอกจากจะทำให้ดูน่าเชื่อถือแล้ว ยังทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นธุรกิจและบริการของคุณได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และเมื่อการทำ SEO มีข้อดีแบบนี้ ลองมาดูกันว่าจะมีพื้นฐานอย่างไรในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

เนื้อหาต้องโดนใจ
Content is King คำนี้ยังใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะยุคที่ใคร ๆ ต่างหันมาบริโภคคอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งเทคนิคง่าย ๆ ในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องเริ่มต้นโดยการผลิตคอนเทนต์ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และควรเป็นคอนเทนต์ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน ที่สำคัญควรอัปเดตสม่ำเสมอเพื่อให้มีเนื้อหาใหม่ ๆ ตลอดเวลา

คีย์เวิร์ดต้องใช่
นอกจากคอนเทนต์สดใหม่และน่าสนใจแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหา เช่น หากเป็นเว็บไซต์ขายเครื่องสำอางเกาหลี กลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหาคำว่า “เครื่องสำอางเกาหลี” โดยคีย์เวิร์ดเหล่านี้ควรนำมาใช้ประกอบการเขียนคอนเทนต์ ซึ่งหากเลือกใช้คีย์เวิร์ดตอบโจทย์ตรงประเด็น ย่อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

ความรวดเร็วในการโหลดเข้าเว็บไซต์
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์ที่พอคลิกเข้าไปทีไรกลับต้องรอนาน จนหลายครั้งตัดสินใจคลิกปิดเว็บไซต์และไปใช้งานเว็บไซต์อื่น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเสียโอกาสเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ดังนั้น อย่าลืมใช้ Page Speed Insights หรือเครื่องมือทดสอบความเร็วเว็บไซต์ก่อนเสมอ

เว็บไซต์น่าเชื่อถือ
ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ประกอบด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโปรโตคอลความปลอดภัยแบบ https:// และการมีคนคลิกเข้าชมจำนวนมาก การมีผู้ใช้งานครั้งละนาน ๆ รวมถึงการถูกนำ URL ไปอ้างอิงในเว็บไซต์อื่น ๆ และมีผู้ใช้งานใหม่ ๆ คลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์คุณน่าเชื่อถือ เพราะมีผู้ติดตามจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ

Mobile Friendly
เนื่องด้วยในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักเยี่ยมชมเว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น การออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนย่อมมีส่วนช่วยเพิ่มคะแนนเว็บไซต์ เพราะฉะนั้นจึงควรออกแบบให้ขนาดตัวหนังสือกำลังดี อ่านแล้วสบายตา นอกจากนี้รูปภาพต้องสวย ไฟล์มีขนาดเล็กเพื่อให้โหลดเร็ว ขนาดภาพไม่ใหญ่จนเกินขนาดหน้าจอหรือเล็กจนมองไม่ชัด

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจและสนใจปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับด้วย SEO อย่าลืมคำนึงถึงเทคนิคพื้นฐานเหล่านี้ที่รับรองว่าจะช่วยผลักดันสินค้าและบริการของคุณให้เป็นที่รู้จักและสามารถติดอันดับต้น ๆ ของ Search Engine ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอีกด้วย

แนะนำ 5 เครื่องมือช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้นกว่าที่คิด

สำหรับนักธุรกิจออนไลน์มือใหม่บางคนมักจะเข้าใจว่าการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพจะต้องใช้คำซ้ำกันบ่อย ๆ ในบทความหรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งความจริงแล้วผิดถนัด เพราะการใช้คำซ้ำฟุ่มเฟือยจนผิดธรรมชาตินอกจากจะสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ใช้งานแล้ว ยังอาจะทำให้ Google มองว่าเป็น “สแปม” ซึ่งอาจถึงขั้นถูกปิดกั้นการเข้าถึงเลยก็ได้ ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 เครื่องมือที่จะช่วยให้การทำ SEO ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นและง่ายขึ้นจนคุณคิดไม่ถึง

1.เครื่องมือสำหรับเลือกใช้ “คีย์เวิร์ด”
เครื่องมือสำหรับการเลือกใช้ คีย์เวิร์ด สำหรับใส่ในบทความหรือคอนเทนต์ SEO ให้มีประสิทธิภาพนั้นมีด้วยการหลายโปรแกรม แต่ที่ได้รับความนิยมคงหนีไม่พ้น Google Keyword Planner เพราะเป็นเครื่องมือที่เราสามารถนำคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เราต้องการมาเปรียบเทียบว่า คีย์เวิร์ด ไหนถูกผู้ใช้งาน Google ใช้ค้นหามากกว่ากัน ยิ่งเป็นคำที่มีคู่แข่งน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ SEO ของเราติดอันดับมากเท่านั้น

2.เครื่องมือตรวจคุณภาพเว็บไซต์
เป็นโปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์เราว่ามีอิทธิพลต่อการทำ SEO มากน้อยแค่ไหน โดยเครื่องมือเหล่านี้จะทำหน้าที่วิเคราะห์หาส่วนที่ควรปรับปรุงเพื่อช่วยส่งเสริมให้ SEO ที่อยู่ในเว็บไซต์ของเรามีโอกาสติดอันดับมากขึ้น โดยโปรแกรมที่ได้รับความนิยมและใช้ง่ายสำหรับมือใหม่ ได้แก่ MozPro และ Webceo

3.เครื่องมือติดตามการเข้าเว็บไซต์ หรือ Backlink
เครื่องมือนี้จะช่วยให้เราสามารถติดตามผลเมื่อมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมยังเว็บไซต์ของเราได้ว่า คนนั้นเข้ามาชมเว็บไซต์เราจากลิงก์ไหน ซึ่งจะทำให้เรารู้ได้ว่าบทความหรือคอนเทนต์ไหนในเว็บไซต์เราที่มีผู้กดเข้ามาเยี่ยมชมมากหรือน้อยกว่ากัน ซึ่งช่วยให้เราสามารถปรับปรุงคอนเทนต์ที่ไม่ได้รับความนิยมได้นั่นเอง โดยเครื่องมือที่นิยมใช้ได้แก่ Google Search Console และ Open Site Exporer

4.เครื่องมือปรับแต่งบทความให้สู้กับคู่แข่งได้
เป็นเครื่องมือปรับแต่งบทความหรือคอนเทนต์ของเรา โดยจะคอยตรวจสอบว่าบทความ SEO ที่เราทำนั้นอยู่ในระดับใด สามารถแข่งกับบทความหรือคอนเทนต์ SEO ในหมวดเดียวกันที่ออนไลน์อยู่ก่อนแล้วได้หรือไม่ เพื่อช่วยให้เราสามารถวางแผนและปรับปรุงเนื้อหาได้นั่นเอง โปรแกรมที่นิยมใช้กัน เช่น เช่น SEO Yoast และ All in one SEO

5.เครื่องมือตรวจเช็คอันดับเว็บไซต์
เป็นเครื่องมือที่เอาไว้คอยเช็คอันดับเว็บไซต์ของเราว่าติดอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่จากการค้นหา โดยจะแสดงเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ย ซึ่งช่วยให้เรารู้ตำแหน่งแห่งที่ของเว็บไซต์ในสารบบ Google โปรแกรมที่นิยม ได้แก่ Rank Tracker, RankWatch และ MozPro

อย่างไรก็ตาม การจะใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น ต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนจนช่ำชอง ยิ่งเราใช้เครื่องมือเหล่านี้เก่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่การทำ SEO ของเราจะติดอันดับดี ๆ บน Google ได้มากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO
สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

การทำ SEO ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ออนไลน์ยุคใหม่ ซึ่งนักธุรกิจที่ต้องการประสบสำเร็จทั้งด้านยอดขายสินค้าและบริการ และขยายฐานลูกค้า จำเป็นต้องเรียนรู้หลักการพื้นฐานที่เราได้รวบรวมไว้ ดังนี้

1.เนื้อหาสำคัญที่สุด
เนื้อหาของเว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อ่านอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การทำเว็บไซต์จำหน่ายน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ก็ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยผักผลไม้สด ว่าแต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไร ช่วยลดความเสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง ฯลฯ โดยมีข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและเชื่อมโยงมาสู่การขายสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นต้องเลือกผู้เขียนบทความที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ จะทำให้ผู้อ่านสนใจและเกิดการบอกต่อ ซึ่งดีกว่าการเขียนบทความที่เน้นการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

2.การทำลิงก์เชื่อมโยง
การทำลิงก์เชื่อมโยงข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มอันดับ SEO และเสริมความน่าสนใจของบทความต่าง ๆ แนะนำให้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่เว็บไซต์ต่างประเทศที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน จะทำให้ส่งเสริมความน่าเชื่อถือของบทความได้อย่างมาก นอกจากนี้ ยังต้องทำลิงก์เชื่อมโยงโพสต์บทความใหม่ ๆ ไปที่บทความเก่า ๆ ที่เคยเขียน เพื่อเพิ่มค่า traffic ด้วย ทั้งนี้ ต้องคอยตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ปลายทางหรือชื่อลิงก์ไม่ให้มีปัญหา เช่น ตัวสะกดผิด หรือเชื่อมไปสู่เว็บไซต์ที่ปิดให้บริการแล้ว เพราะจะทำให้อันดับ SEO ลดลงได้ กรณีที่ตั้งชื่อลิงก์ใหม่ ๆ ควรตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการสะกดวรรณยุกต์และสระที่ผิดพลาด

3.ใส่คีย์เวิร์ด SEO อย่างเหมาะสม
คีย์เวิร์ด SEO จำเป็นต่อการเพิ่มอำนาจการสืบค้นบทความ ต้องใส่ในส่วนหัวเรื่อง บทย่อ คำนำ เนื้อหา สรุป กระจายให้อยู่ทั่วไป และไม่ทำ spam keyword ที่เป็นการซ้ำคำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลตรวจจับและปรับอันดับให้แย่ลงได้ ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใส่ คีย์เวิร์ด SEO แบบยาวและมีความจำเพาะเจาะจงต่อกลุ่มลูกค้ามากขึ้น จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น เช่น ใช้คำว่า “รองเท้ากีฬา Nike สีชมพู ผู้หญิง” จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพศหญิงที่ชอบออกกำลังกายได้ดียิ่งกว่าการใช้คำสั้นว่า “รองเท้ากีฬา”

4.เว็บไซต์ต้องสวยงามใช้ง่ายกับทุกเครื่องมือ
ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ในปัจจุบันมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย จึงเปิดดูข้อมูลผ่านอุปกรณ์ไอทีหลายแบบ ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ฯลฯ ซึ่งมีขนาดรูปร่างหน้าจอที่แตกต่างกัน จึงต้องศึกษาการวางรูปแบบของเว็บไซต์ให้เหมาะสม โดยปรึกษากับทีมผู้เชี่ยวชาญในการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อมั่นใจได้ว่าลูกค้าที่ใช้บริการจะได้รับความประทับใจแน่นอน

เราหวังว่าหลักการพื้นฐานที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อ จะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจออนไลน์ทุกคนในการแก้ไขจุดบกพร่อง และเสริมจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

4 หลักการเขียนบทความ SEO ที่มีประสิทธิภาพ
4 หลักการเขียนบทความ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

การเขียนบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ส่งผลดีต่อการทำการตลาดเพราะทำให้แบรนด์ของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 4 หลักการเขียนบทความ SEO มาบอกคุณเพื่อจะได้มีเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่ติดอันดับ GOOGLE และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเป็นเทคนิคที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที

1.มีคีย์เวิร์ดตรงกับการตลาด
การทำเนื้อหาบนเว็บไซต์ สิ่งสำคัญจะต้องมีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับการทำการตลาด เช่น หากคุณต้องการขายครีมก็จะต้องเจาะลงไปว่าทำ ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงผิวกาย หรือครีมไว้แต้มสิว เพราะเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับบน GOOGLE ได้ จะต้องเป็นบทความที่มีคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่ผู้คนค้นหา แล้ว GOOGLE จะแสดงหน้าเว็บที่มีคีย์เวิร์ดนั้น อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนนี้ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเว็บไซต์จะได้อยู่ที่อันดับเท่าไร

2.คีย์เวิร์ดมีการเว้นวรรค
หากสมมุติว่าได้เขียนบทความขึ้นมา 1,000 คำ ในบทความนั้นจะต้องมีการเว้นวรรคคีย์เวิร์ดในลักษณะเว้นหัวและเว้นท้าย เช่น คำว่า ครีมบำรุงผิวกาย ให้เว้นวรรคก่อนตามด้วยคำว่า ครีมบำรุงผิวกาย แล้วเว้นวรรคอีกครั้งหรือถ้าเว็บไซต์ได้เขียนเกี่ยวกับการทำงานออนไลน์ GOOGLE ก็จะเอาคำว่า งานออนไลน์ ติดเป็นคำค้นหา จึงควรให้มีการเว้นวรรคหัวตามด้วยคำว่า งานออนไลน์ แล้วเว้นวรรคท้าย เป็นต้น

3.เนื้อหาเกี่ยวข้องกับแบรนด์
การทำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่ทำอยู่เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ GOOGLE เข้าใจง่ายว่าเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่จะได้ คือ BACKLINK ซึ่งเป็นลิงก์ของเว็บไซต์ที่ไปติดอยู่บนเว็บอื่นที่มีคุณภาพและมีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ แล้ว GOOGLE ก็จะไปเก็บข้อมูลแล้วตามต่อเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ หมายความว่า เป็นลิงก์ที่ย้อนกลับมาในเว็บไซต์ของคุณ ได้คะแนนความน่าเชื่อถือจาก GOOGLE และมีส่วนช่วยดันเว็บไซต์ของคุณให้ติดอันดับต้น ๆ ได้ (แล้วแต่คีย์เวิร์ด) เช่น ถ้าคุณทำเพจเกี่ยวกับครีมบำรุงผิวหน้า ก็ควรนำเพจไปทำ BACKLINK ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับครีมบำรุงผิวหน้าหรือความงาม เป็นการฝากลิงก์เข้าไปถ้าเว็บไซต์นั้นสามารถให้โพสต์ลิงก์ได้แต่ต้องระวังไม่ไปสแปม

4.เนื้อหาหลากหลายและมีประโยชน์
การเขียนบทความที่มีประโยชน์และมีเนื้อหาที่หลากหลาย อาจจะมีหัวข้อคล้ายกัน อย่างน้อยวันละ 1 บทความ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ ข่าว อธิบายข้อมูลสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และจะได้รับการบอกต่อหรือแชร์ไปยังสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ด้วย

ทั้ง 4 หลักการเขียนบทความ SEO ดังกล่าวข้างต้น จะช่วยให้คนเข้าเว็บไซต์ หรือมี TRAFFIC สูง ส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณดีดตัวขึ้นไปจนมีโอกาสติดอันดับหน้าหนึ่งได้ ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของเว็บไซต์เพราะช่วยให้ทำธุรกิจออนไลน์แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโฆษณามากนัก รวมถึงทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากเนื้อหาด้วย

จะจ้างบริษัททำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง
จะจ้างบริษัททำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เป็นที่นิยมมากในปี 2020 ทำให้มีบริษัทรับจ้างทํา SEO ให้เว็บไซต์ปรากฏขึ้นจำนวนมาก แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง เพื่อเลือกบริษัทที่เป็นมืออาชีพและน่าไว้วางใจมากที่สุด เราได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ที่นี่แล้ว 

1. การการันตีผลทำ SEO

บริษัทรับทำ SEO จำนวนไม่น้อยประชาสัมพันธ์ว่าทำให้เว็บไซต์คุณขึ้นไปสู่อันดับหนึ่งได้ตลอดเวลา ซึ่งที่จริงแล้ว เนื่องจากการทำ SEO ไม่สามารถที่จะผูกขาดอันดับได้ เนื่องจากระบบอัลกอริทึมของ Google จะมาเก็บข้อมูลเป็นระยะ ๆ แล้วเทียบกับเว็บไซต์อื่นที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน แม้แต่บริษัทที่มีฝีมือ ก็ยังการันตีได้เพียงว่าทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ top3 เท่านั้น ถ้าบริษัทใดการันตีอันดับหนึ่งตลอดเวลา ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง หรืออาจมีการทำผิดกติกาของ Google ซึ่งจะเป็นผลเสียกับเว็บไซต์ในระยะยาวได้

2. ขั้นตอนการทำงาน

บริษัทที่เป็นมืออาชีพจะแจ้งก่อนที่จะทำสัญญากันว่า ลูกค้าจะต้องมีการระบุ keyword ที่ต้องการทำ SEO เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญของบริษัทไปตรวจสอบและวิเคราะห์ว่ามีอัตราการแข่งขันสูงมากน้อยแค่ไหน แล้วประเมินราคางานเป็นตัวเลขที่เหมาะสมลงในใบเสนอราคา เช่น ถ้าเป็น keyword ที่มีการแข่งขันสูงหรือที่เรียกว่า Red Ocean ก็จะมีค่าบริการที่แพงกว่า keyword ที่ไม่มีคู่แข่งหรือมีคู่แข่งน้อยนั่นเอง

3. ประสบการณ์การทำงาน

คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่า บริษัทที่เป็นมือใหม่สามารถที่จะทำ SEO ของคุณได้ประสบความสำเร็จ เราแนะนำให้เข้าไปในเว็บไซต์หรือห้องแชทต่าง ๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จ้างงาน SEO หรือดูผลรีวิวจากลูกค้าเก่า ว่ามีความพึงพอใจการทำ SEO มากน้อยเพียงใด ถ้าคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับสถานความงาม คุณก็ควรจะดูว่าลูกค้าเก่าของบริษัททำ SEO นั้นมีธุรกิจด้านของโรงพยาบาล คลินิก สถานเสริมความงามอยู่บ้างหรือไม่ด้วย เป็นต้น

4. การชดเชยถ้าไม่ได้ผลตามที่การันตี

ถ้ามีการรับประกันผลความพึงพอใจหลังการทำงาน เช่น หากไม่ติดอันดับ top10 แล้ว จะคืนเงินให้หรือจ่ายค่าปรับ จะทำให้ลูกค้ามั่นใจได้มากขึ้น 

5. มีระบบการรายงานผลเป็นประจำ

หลังการจ้างงาน ทางบริษัทรับทำ SEO ต้องมีการรายงานเป็นตัวเลขสถิติหรือผลงานหลังบ้านรายวันทางอีเมลให้เจ้าของเว็บไซต์ เพื่อความโปร่งใสว่ามีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคนเข้าชมเว็บไซต์ หรือมีพัฒนาการของอันดับ SEO ในคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ จริง เป็นต้น

ก่อนการจ้างทำ SEO บริษัทใดก็ตาม คุณต้องพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมา เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันระหว่างแต่ละบริษัทว่าควรเลือกบริษัทใดดี และเทคนิคนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงถูกหลอกจากมิจฉาชีพ หรือได้ผลงาน SEO ที่ไม่สมกับค่าใช้จ่ายได้ด้วย

การทำ SEO เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google อย่างไรบ้าง

SEO สิ่งแรกที่คุณควรพิจารณา คือ จะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันราคาไม่แพงมากนักประมาณ 3,000 – 5,000 บาท ก็สามารถจ้างฟรีแลนซ์ทำได้แล้ว อาจจะไม่ต้องสวยหรือหรูหรามากมายก็ได้ และหากเมื่อเป็นเจ้าของเว็บไซต์แล้ว การทำ SEO เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google อย่างไร เป็นสิ่งที่ควรรับรู้ต่อไป ถ้ายังไม่ทราบ เรามีคำตอบให้กับคุณ ดังต่อไปนี้

ค้นหาคำที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ

สมมติว่าธุรกิจของคุณมีการขายอาหารแมวและมีความต้องการให้ลูกค้าค้นหาร้านของคุณ แต่ถ้าลูกค้าได้พิมพ์คำว่า “อาหารแมว” ซึ่งเป็นคำที่กว้าง ๆ ไม่เจาะจง ทำให้ไม่ทราบว่าลูกค้ามีความต้องการอะไรอย่างแท้จริงเพราะลูกค้าบางคนอยากทราบว่าอาหารแมวมีแบรนด์อะไรบ้าง หรืออยากทราบปริมาณการรับประทานของแมวมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น การทำ SEO จะเกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google ได้ดีขึ้น ก็ต่อเมื่อ คำที่ได้ค้นหาค่อนข้างเจาะจง เช่น อาหารแมวราคาถูก ร้านอาหารแมวใกล้ตัว อาหารสำหรับลูกแมว เป็นต้น กล่าวคือ ถึงแม้ว่ามีคนค้นหาได้น้อยกว่าคำที่กว้าง แต่ก็ทำให้ผู้คนได้ค้นหาสิ่งที่อยากได้ในใจ หรือสามารถตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งจะทำให้มีโอกาสขายได้มากขึ้นนั่นเอง เทคนิคนี้ใช้กันกว้างขวาง

SEO หลายหน้า ตอบโจทย์ Google ได้ดี

หากหนึ่งหน้าของเว็บไซต์มีหลายคีย์เวิร์ดพร้อมกัน ประมาณ 5 – 6 คีย์เวิร์ด เช่น อาหารแมวตัวเล็ก อาหารแมวตัวโต อาหารแมวข้างถนน อาหารแมวเปอร์เซีย อาหารแมวไทย เป็นต้น ซึ่งการทำ SEO ด้วยหลายคีย์เวิร์ดในหนึ่งหน้าเว็บไซต์จะส่งผลต่อวิธีการทำงานของ Google คือ โอกาสจะติดอันดับได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้น จะดีไม่น้อยเลยหากมีหลายหน้าเว็บไซต์ที่แยกการเจาะจงลงไปในแต่ละคำค้นหา เพราะผู้คนจะค้นหาคำแต่ละอย่างหรือคำที่ตอบโจทย์จริง ๆ เช่น หน้าหนึ่งให้เหมาะกับคีย์เวิร์ดอาหารแมวตัวเล็ก อีกหน้าหนึ่งให้เหมาะกับคีย์เวิร์ดอาหารแมวตัวโต เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีโอกาสติดอันดับได้สูงอีกด้วย ส่วนในเรื่องของเวลาการทำหลายหน้าเว็บไซต์จะไม่เสียเวลามากนักประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง แน่นอนว่ามันคือเรื่องถูกต้อง เว็บฟุตบอลที่มีนักเตะดังหลายคน ราอูล ฆิเมเนซ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ โรนัลโด้ ก็ควรทำ SEO แต่ละหน้านักเตะแยกกันไป

นี่คือการลงทุนในระยะยาวบน Google

การทำ SEO ที่เกี่ยวข้องกับ Google เป็นการลงทุนระยะยาว เพราะสิ่งที่คุณทำในวันนี้ โอกาสจะเห็นผลลัพธ์ได้ต้องใช้ระยะเวลานาน บางคน 6 เดือน หรือบางคนอาจจะใช้เวลาถึง 1 ปี ในการติดอันดับบน Google อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การลงทุนระยะยาวด้วยการทำ SEO ก็จะดีกว่าการลงทุนลงโฆษณาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณหลายหมื่นถึงหลักแสนบาท โดยเฉพาะคนที่ไม่มีงบประมาณในการลงโฆษณา

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคนเข้ามายังเว็บไซต์แล้ว จะสามารถทำเงินหรือสร้างรายได้หรือไม่นั้น นอกจากขึ้นอยู่กับการทำ SEO แล้ว แต่ละคนยังต้องมีความสามารถในการทำธุรกิจ เพราะบางเว็บไซต์มีคนเข้ามาเพียงวันละพันคนก็ทำเงินได้หลายแสน บางเว็บไซต์มีคนเข้ามาวันละหลายพันคนก็ไม่สามารถทำเงินก็เป็นไปได้ อยู่ที่การวางเป้าหมายและวัตถุประสงค์ รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์การขายที่ถูกต้อง จึงจะประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายผ่านเว็บไซต์ได้

เทคนิค (ไม่) ลับ SEO สำหรับตลาด SME
เทคนิค (ไม่) ลับ SEO สำหรับตลาด SME

ในปัจจุบันมีธุรกิจแบบ Small and Medium Enterprise หรือ SME ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีขนาดกลางและขนาดย่อมที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการผลิต การบริการและการค้า จำนวนมากขึ้น ทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูง การทำเว็บไซต์จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเรื่องการโฆษณาให้กับธุรกิจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด โดยเทคนิคในการทำ SEO สำหรับการตลาด SME มีดังนี้

วิเคราะห์คู่แข่ง ในอดีตการวิเคราะห์คู่แข่งอาจหมายถึงการทดลองซื้อสินค้า หรือใช้บริการของคู่แข่งเพื่อให้ทราบจุดอ่อนจุดแข่ง แต่สำหรับการวิเคราะห์ความนิยมของเว็บไซต์คู่แข่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ Google Trend เพียงกรอก URL ของเว็บคู่แข่งและเว็บไซต์ของเราก็ทำให้ทราบว่าเว็บไซต์ของใครกำลังเป็นที่นิยม

เลือกใช้ Long tail Keyword เพื่อทำการตลาด เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ธุรกิจแบบ SME เป็นเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้การใช้ Long tail Keyword และแทรก Location ลงไป จะทำให้คนในท้องถิ่นรู้จักสินค้าหรือบริการมากขึ้น เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น พิษณุโลก, ช่างไฟฟ้า ในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น ความเฉพาะเจาะจงเป็นสิ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าสินค้าหรือบริการนั้นเกิดมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นโดยเฉพาะ

แทรก Keyword ลงในสื่อโซเชียลมีเดีย การทำการตลาดที่ดีไม่ควรจำกัดอยู่ในช่องทางเดียว การทำการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอื่น เช่น Facebook, Line@ และ Instagram ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น โดยวิธีการทำ SEO บน Social media อื่น ๆ เพียงโพสต์ Content และแทรก Keyword ลงในชื่อและเนื้อหาของ Content นั้น

ทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟน ปัจจุบันสมาร์ทโฟนถือเป็นอุปกรณ์หลักที่คนจำนวนมากใช้งาน การทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟนจึงเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ทันที

อัปเดตคอนเทนต์สม่ำเสมอ ความสม่ำเสมอทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเรื่องราวที่น่าสนใจได้เสมอและยังทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้าหรือบริการของบริษัทหรือร้านค้า โดยการเขียนคอนเทนต์ที่ดีควรมีจำนวนคำมากกว่า 300 คำขึ้นไปและหากทำ VDO Content ควรมีความยาวประมาณ 3 นาทีเป็นอย่างน้อย โดยต้องแทรก Keyword หลายแบบ เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น

สร้างคอนเทนต์ด้วยเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ วิธีหาหัวข้อคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจสามารถหาได้จากการนำ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายค้นหาใน Search Engine และมองหาหัวข้อคำถามที่กลุ่มเป้าหมายเคยมีการตั้งกระทู้ถามในสื่อต่าง ๆ มาใช้

การทำการตลาดด้วย SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเข้าถึงจากกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายหรือกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด