การที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถติดอันดับการค้นหาจาก Search Engine ในระยะเวลาสั้นๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากคุณไม่ใช่เจ้าบุญทุ่มที่มีเงินหนาในการซื้อโฆษณาหรือจองพื้นที่ลำดับต้นๆจากทาง Google ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อันดับการเปลี่ยนแปลงในหน้าแรกๆ จะขยับสับเปลี่ยนไปตามความนิยมของคนที่ค้นหา แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณซึ่งอุตส่าห์สร้างมากับมือกลับต้องลื่นไหลหล่นไปอยู่ลำดับท้ายๆ หรือ เปลี่ยนไปอยู่หน้าหลังๆ ได้ทุกวันคงไม่ใช่เรื่องที่เป็นปกติเท่าไรนัก อาจเพราะเว็บของคุณเองทำ SEO ไม่ถูกวิธีจนต้องโดนทาง Google ลงโทษ ลดความสำคัญลงไปในลำดับท้ายๆ หรือ โดนแบน นั่นเอง

มีวิธีใดบ้างที่คุณเผลอไปทำจนให้ Google แบนคุณได้

1.เว็บร้าง ขาดการอัปเดต อาจเพราะแรงจูงใจในการทำเว็บไซต์ของคุณหมดลงหรือหมดไฟในการหาข้อมูลมาอัปเดตเว็บไซต์อยู่เสมอๆ หรือไม่จึงทำให้ Google ค่อยๆ ลดความสำคัญของเว็บคุณลงไป เพราะ Google เองต้องการข้อมูลที่อัปเดตอยู่ตลอดเวลา รวมถึง Google ก็มีบอทในการตรวจสอบเว็บไซต์ หากตรวจพบว่าเว็บของคุณขาดการอัปเดตในเนื้อหาหรือปล่อยร้างไปนานรับรองได้เลยว่า อันดับการค้นหาของคุณต้องไหลรูดอย่างแน่นอน ฉะนั้นแล้วหมั่นควรอัปเดตเนื้อหาและบทความให้ใหม่อยู่เสมอ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจใหม่เพื่อไม่ให้หมดไฟในการทำเว็บไซต์ด้วยนะ

2.Copy หรือ เอาข้อมูล รูปภาพ จากเว็บอื่นมาลง แน่นอนที่สุดที่สมควรต้องโดนแบน เพราะการละเมิดข้อมูลของคนอื่นถือว่าเป็นความผิดอย่างมาก ซึ่งทางเจ้าของเว็บที่โดน Copy มาสามารถที่จะแจ้งเรื่องหรือร้องเรียนไปยัง Google ผ่านช่องทาง Copyright Removal ทาง Google ก็จะทำการตรวจสอบและลบเว็บไซต์นั้นออกจากระบบการค้นหาของทาง Google โดยทันที หากไม่อยากโดนลบโดนแบนจากทาง Google แล้วควรให้เครดิตเจ้าของข้อความหรือรูปภาพด้วยการทำ Backlink กลับไปยังเว็บไซต์ที่คุณนำบทความมาจะดีที่สุด

3.เว็บไซต์โดนแฮ๊ก การที่เว็บไซต์โดนแฮ๊กนั้นอาจมีด้วยกันหลายแบบ เช่น การแก้ไขข้อมูลในเว็บคุณโดยนำข้อมูลอื่นมาใส่แล้วทำลิงก์ออกไปเว็บข้างนอก, การฝังไวรัสหรือมัลแวร์ในเว็บของคุณ ซึ่งทาง Google เองจะขึ้นข้อความเตือนผู้ที่ทำการค้นหาผ่าน Search Engine ว่าเว็บนี้อาจมีไวรัสหรือไม่ปลอดภัย เป็นต้น

4.SPAM หรือการโพสข้อมูลซ้ำๆ การขายสินค้าโดยการโพสข้อมูลบ่อยๆ บางครั้งอาจไม่ใช่ผลดีเสมอไป อย่างการไปฝากลิงก์กับเว็บภายนอก ซึ่งทางบอทของ Google เองอาจมองดูว่าเป็นการทำ SPAM Backlinks เมื่อโพสบ่อยๆ ขึ้นก็อาจส่งผลให้อันดับตกลงเร็วไปด้วย

5.ตกแต่งรูปและสคริปต์ภายในเว็บมากเกินไป Google มี Engine ตัวหนึ่งที่คอยตรวจจับเว็บไซต์ที่ตอบสนองต่อการโหลดหน้าเว็บไซต์นั้นๆ ว่าช้าหรือเร็วมากน้อยแค่ไหน การที่คุณใส่รูปที่มีขนาดใหญ่หรือสคริปต์ที่ตกแต่งเว็บให้มีขนาดใหญ่เกินไปทำให้อัตราการโหลดหน้าเว็บไซต์ช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้อันดับในการค้นหาเว็บไซต์ของคุณตกลงแน่นอน คอยหมั่นตรวจสอบ Page Speed จากเครื่องมือ Google Page Speed Insights เพื่อคอยปรับปรุงความเร็วของการโหลดหน้าเว็บอยู่เสมอ

มีวิธีใดบ้างที่คุณเผลอไปทำจนให้ Google แบนคุณได้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะไม่ทำ SEO ที่ไม่ดีตามที่กล่าวมานี้ ซึ่งจะส่งผลให้มีการลดอันดับเว็บไซต์ของคุณได้ เพราะนอกจากอันดับที่ลดลงแล้วนั้นยังมีความน่าเชื่อถือที่ลดหายลงไปด้วย ทำในสิ่งที่ถูกและขยันอัปเดตเนื้อหาใหม่ๆอยู่เสมอ รับรองได้เลยว่าเว็บไซต์ของคุณจะยังคงติดอันดับหน้าค้นหาของทาง Google อย่างแน่นอน

YOAST SEO คืออะไรและใช้อย่างไรถึงช่วยให้เว็บไซต์อันดับดี

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยจะมีการเขียนบทความโดยใช้คีย์เวิร์ด SEO ที่ตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Search Engine วิเคราะห์ว่าเป็นบทความที่มีคุณภาพดี ทำให้ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ดีขึ้น

YOAST SEO เป็น Plugin ที่ใช้สำหรับเว็บไซต์ที่ใช้ Word Press ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์ได้ว่าบทความนั้นมีคุณภาพดีพอสำหรับการโพสต์หรือยัง ซึ่งจะมีการแสดงผลขณะแก้ไข เป็นดวงไฟสีแดง สีเหลือง สีเขียว มีความหมายว่า ยังไม่ดีต้องมีการแก้ไข (สีแดง) พอใช้ (สีเหลือง) และดีแล้ว (สีเขียว) ทำให้สามารถนำบทความไปใช้ได้อย่างมั่นใจขึ้น

ขั้นตอนการใช้งาน YOAST SEO

1. หลังจากดาวน์โหลด Plugin นี้ลงในคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ให้เตรียมบทความมาทดสอบ โดยควรมีการใช้คีย์เวิร์ด 1 คำหลักเท่านั้น

2. เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา ให้ดูที่บริเวณด้านล่าง ให้ใส่ Keyword ที่เราเลือกเขียนในบทความลงไปในช่องที่เขียนว่า Focus Keyword แล้วไฟสีเขียวจะสว่างขึ้น หลังจากนั้นให้ทำการปรับแก้ไขในแต่ละจุดตามที่โปรแกรมแนะนำ

3. โดยทั่วไปแล้ว Yoast SEO จะวิเคราะห์เริ่มจากความยาวของชื่อเรื่องที่คำว่า Edit Snippet ที่ต้องใช้คีย์เวิร์ดเดียวกับใน Focus Keyword ของข้อ 2 ซึ่งถ้าชื่อสั้นหรือยาวเกินไป ไฟจะเป็นสีแดง ก็ควรแก้ไขจนกว่าไฟจะเป็นสีเขียว

4. ในส่วนของเนื้อหา ควรทำให้ทุกย่อหน้ามี Focus Keyword เดียวกับข้อ 2 และมีความยาว 300 คำขึ้นไป (แต่ละย่อหน้าไม่เกิน 5 บรรทัด) ถึงจะมีโอกาสเป็นไฟเขียว

5. ส่วนของรูปภาพประกอบ ควรจะมีอย่างน้อย 1 รูปขึ้นไป โดยใส่ Focus Keyword ในช่อง Alt Text จำนวน 1 รูปด้วย

6. ควรมีการค้นคว้าเพิ่มลิงค์จากเว็บไซต์อ้างอิงลงในบทความด้วย เพราะจะช่วยให้ไฟเขียวมากขึ้น ส่วนการลิงค์ไปหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของเราเอง หรือการทำไฮเปอร์ลิงค์ ให้เลือกที่ตำแหน่ง Visual Text  Editor

7. ควรใช้รูปแบบตัวอักษรหลาย ๆ แบบ เช่น ตัวหนา ตัวเอียง เพิ่มคู่กับการแปะลิงค์คลิปวีดีโอ ซึ่ง YOAST SEO จะนำมาวิเคราะห์คุณภาพบทความให้ไฟเขียวด้วย

8. เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้เป็นไฟเขียว ก็แสดงว่ามีโอกาสสูงที่บทความจะถูกวิเคราะห์จาก Search Engine ให้มีคุณภาพดีด้วย ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสถูกจัดอันดับใน Google และ Yahoo ได้ตำแหน่งต้น ๆ

อย่างไรก็ตาม Yoast SEO เป็นตัวช่วยหนึ่งเท่านั้น การจัดอันดับเว็บไซต์ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ Search Engine ใช้อีก คนทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์จึงต้องพัฒนาเว็บไซต์ในด้านอื่น ๆ ด้วย

YOAST SEO คืออะไรและใช้อย่างไรถึงช่วยให้เว็บไซต์อันดับดี

สิ่งที่ทุกคนควรรู้ ก่อนการทำ SEO

การทำเว็บไซต์ออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะทำให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมียอดการขายเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากการเชื่อมโยงด้วยระบบอินเตอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วในการส่งข้อมูล ซึ่งการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยการทำ SEO หรือ search engine Optimization เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะจะทำให้ถูกจัดอันดับดีขึ้นจาก Search Engine เพิ่มโอกาสประสบการณ์ขายสินค้าและมีลูกค้ามากขึ้นได้

ก่อนการทำ SEO นักธุรกิจออนไลน์ควรจะทำการศึกษาในประเด็นต่อไปนี้

1.Keyword

Keyword ที่จะใช้ในการทำ SEO ควรจะมาจากการวิจัยแล้วพบว่าเป็นคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณนิยมพิมพ์ใน Google Search เพื่อสืบค้นหา เช่น ที่พักจังหวัดสงขลา โฮมสเตย์สงขลา รีสอร์ทเชียงใหม่ เป็นต้น หากเลือก keyword ได้ถูกต้องก็จะทำให้เมื่อลูกค้าสืบค้น จะมีโอกาสเห็นข้อมูลจากเว็บไซต์คุณก่อนคู่แข่งธุรกิจเจ้าอื่นได้

2. ตำแหน่งในการใส่ keyword

ควรใส่ keyword ในตำแหน่งต่าง ๆ ของเว็บไซต์อย่างเหมาะสม ได้แก่

– ในบทความ ควรใส่ keyword อย่างน้อย 2 ถึง 3 ครั้งกระจายทั่วไป ทั้งบทนำ กลางเนื้อหาและสรุป และไม่ควรจะยัดเยียด Keyword ลงไปจนอ่านข้อความแล้วไม่เป็นธรรมชาติ

– ส่วน Meta-Description จะเป็นการสรุปว่าในหน้าเพจนี้อ่านแล้วจะได้เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง

– ใส่ในชื่อ URL Address เพื่อทำให้ตรงกับเนื้อหามากขึ้น

3. เสริมประสิทธิภาพของ SEO ด้วยการทำ Google AdWords กรณีที่ต้องการให้เว็บไซต์ติดตลาดเร็ว มีการแสดงในหน้าต่างการโฆษณาได้อย่างแน่นอน เพื่อให้เพิ่มโอกาสการขายสินค้าและบริการได้อย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำ Google AdWords ควบคู่ไปกับการทำ SEO ด้วย

โดย Google AdWords ก็จะเป็นการซื้อพื้นที่โฆษณาหรือประมูลพื้นที่ด้านบนของหน้าจอการสืบค้น แต่หากมีคู่แข่งที่ใช้ keyword เดียวกันเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงขึ้น ทั้งนี้เมื่อมีการคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ทุกครั้งนั้น เจ้าของธุรกิจก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ Search Engine ด้วยซึ่งเรียกการคิดค่าใช้จ่ายแบบนี้ว่า Pay Per Click

4.การสร้างลิงก์เชื่อมโยงหรือ Backlink จะมีประโยชน์ในการเพิ่มจำนวนฐานลูกค้าจากเว็บไซต์ภายนอกได้ เช่น หากคุณไปตอบคำถามเอาไว้เกี่ยวกับการเลือกซื้อแอร์ปรับอากาศและแปะลิงก์ของเว็บไซต์คุณไว้ (โดยที่คุณทำบริษัทขาย เครื่องปรับอากาศอยู่) ก็จะทำให้มีโอกาสที่ผู้อ่านการตอบคำถามของคุณ จะคลิกเข้ามาตามลิงก์ที่คุณให้ไว้นั่นเอง จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่มากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีเทคนิคที่หลากหลาย เป็นสิ่งที่นักทำธุรกิจออนไลน์ควรจะศึกษาก่อนการเริ่มธุรกิจ จึงจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ดี

สิ่งที่ทุกคนรู้ ก่อนการทำ SEO

เทรน website SEO 2019 ที่ทำตามแล้ว จะประสบความสำเร็จ

นักธุรกิจออนไลน์ล้วนต้องการหาเทคนิคที่ทำให้มีผู้ติดตามและสืบค้นพบเว็บไซต์ตัวเองเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างค้นหาของ search engine อย่าง Google เพื่อให้มีโอกาสเพิ่มยอดขาย ประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ลงทุน ในบทความนี้เราได้รวบรวมเทรนด์การทำเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 ที่กูรูแนะนำมาฝาก ใครทำก่อนก็มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จก่อนด้วยเช่นกัน จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

เทรน website SEO 2019 ที่ทำตามแล้ว ประสบความสำเร็จ

ความก้าวหน้าของ Voice Search ส่งผลต่อ keyword ในการค้นหา

การใช้ Voice Search หรือการหาสิ่งที่ต้องการด้วยคำสั่งเสียง เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะเป็นวิธีลัดสั้นกว่าการพิมพ์แป้นกดอย่างมาก จะสังเกตเห็นว่าใน Google Search Google Assistant หรือ บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Microsoft Apple จะมีช่องทางให้หาข้อมูลด้วยการใช้คำสั่งเสียง และมีการคาดคะเนว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ราว 50% ในการค้นหาจะมาจากการใช้ Voice search นี้

ดังนั้น เทรนด์การทำ Content SEO จึงต้องหันไปใช้ keyword ที่เป็น long-Tail keyword มากขึ้น ไม่ควรใช้ Short-Tail keyword อย่างในอดีต เพราะทุกการสืบค้นจะมาพร้อมกับบริบทหลาย ๆ อย่างที่ลูกค้าต้องการแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น อดีตจะใช้ Short Tail keyword ว่า ร้านชาบู ดอกไม้ แต่ต่อไป ก็ควรปรับเป็น long Tail keyword อย่าง “ร้านชาบู กรุงเทพ อร่อย ราคาถูก” “ ร้าน ดอกไม้ ออนไลน์ รับปริญญา ราคาถูก” เป็นต้น

การใช้ AI ในการวิเคราะห์คุณภาพเว็บไซต์ SEO

ในปี 2019 ทุกท่านควรเพิ่มในส่วนของ snippet เช่น Meta Description ที่เป็นการสรุปโดยย่อของเนื้อหาทั้งหมดเช่นจาก 1,500 คำ สรุปกระชับให้สั้นเหลือแค่ 100 คำ ในส่วน Description เพื่อให้บทความในเว็บไซต์ถูกประมวลผลด้วยระบบ algorithm จาก search engine ง่ายและฉับไว อันทำให้ถูกจัดอันดับที่ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ห้ามมองข้ามเรื่องของปัญญาประดิษฐ์เด็ดขาด เพราะในปี 2019 search engine อันดับต้นของโลกก็ได้มีการ นำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์อย่างแม่นยำและในสัดส่วนที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น rank brain ช่วยในการวิเคราะห์ และตีความหมายของบทความ ภาพประกอบ และสื่อมัลติมิเดีย ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ว่าสอดคล้องกับ keyword ใด เมื่อมีผู้ใช้ Google สืบค้นก็จะนำเสนอผลที่ได้จากการประมวลผลออกไป ดังนั้นผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO ต้องติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI อย่างใกล้ชิด

ในปี 2019 การพัฒนาเว็บไซต์ SEO จึงไม่ควรมองข้ามเทรนด์ที่เราได้กล่าวมา เราเชื่อว่าหากคุณได้ติดตามเทรนด์อย่างต่อเนื่อง ก้าวทันเทคโนโลยียุค 5g คู่กับการผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของลูกค้า ก็ย่อมมีเปอร์เซ็นต์ประสบความสำเร็จได้สูง มีผู้ติดตามเป็นลูกค้าประจำมากขึ้นและแน่นอนว่าจะสัมพันธ์กับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย “คิดใหม่ทำใหม่ เริ่มต้นก่อนใคร ก็มีสิทธิ์รวยกว่าด้วย”

เทรน website SEO 2019 ที่ทำตามแล้ว

SEO Search engine optimization

การทำเว็บไซต์ให้มีผู้เข้าชมจำนวนมากและสม่ำเสมอในปัจจุบัน ผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์จำเป็นต้องพัฒนาและปรับปรุงส่วนประกอบภายในให้สอดคล้องตามหลักการ SEO เพื่อให้ถูกสืบค้นได้ง่ายจาก google yahoo หรือที่เรียกรวม ๆ ว่าระบบ search engine ซึ่งคุณจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างจึงจะทำให้ได้เว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพสูง มาดูกัน

จะทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้

SEO คือ อะไร

SEO หรือที่ย่อมาจากคำว่า search engine optimization เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ถูกสืบค้นได้ง่าย และปรากฏเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างการสืบค้น โดยหากสามารถอยู่ในลำดับที่ 1 – 5 ได้ ก็จะทำให้มียอดผู้เข้าชมจำนวนมาก และมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับยอดขายสินค้าและบริการของแบรนด์นั้น

ต้องรู้อะไรเพื่อทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้ว่ามีองค์ประกอบหลักอยู่สองส่วน คือ ส่วนที่เป็น on-page SEO และ ส่วนของ off-page SEO ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

1. ส่วนของ ON-page SEO

เป็นการปรับเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์คุณให้มีส่วนผสมที่ลงตัว ต่อไปนี้

(1) มีคีย์เวิร์ดที่จำเป็นและเหมาะสมกับการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หรือที่เรียกกันว่าคีย์เวิร์ด SEO

(2) ส่วนของโครงสร้าง หรือ crawl ability ที่ทำให้ระบบอัลกอริทึมของ search engine สามารถวิเคราะห์และเก็บข้อมูลในการจัดอันดับโดยง่าย

(3) การมีเนื้อหาที่มากพอจะจัดแยกเป็นหน้า หรือ site volume ที่มีนัยสำคัญ

(4) มี link ที่มีคุณภาพในการเชื่อมโยง content SEO ในเว็บไซต์คุณ

(5) มีความรวดเร็วฉับไวในการดาวน์โหลดข้อมูลจาก server ไปสู่ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ หรือลูกค้าปลายทาง หรือที่เรียกว่า page speed ที่ดี

(6) มีความสามารถในการแสดงผลในหน้าจอมือถือ smartphone ซึ่งเป็นเครื่องมือชิ้น สำคัญในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย หรือMobile friendly

การทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาและข้อมูลที่อัพเดต มีการวิจัย keywords ที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้โอกาสถูกจัดอันดับสูงโดย algorithm ใน yahoo Google ดีขึ้นอย่างชัดเจน

2. ส่วนของOff-page SEO

เป็นการเชื่อมโยง link หรือเว็บไซต์ภายนอกเข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณ เพื่อเพิ่มยอดผู้ชมเนื้อหาของคุณที่มาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลก ด้วยเทคนิคต่อไปนี้

(1) การไปแชร์ความรู้และตอบคำถามในสังคมออนไลน์ที่อื่น ๆ และโพส link เว็บไซต์ของคุณไว้ให้คนที่ใส่ใจเนื้อหาเพิ่มเติมมาตามติดในเว็บไซต์หลักของคุณ

(2) การไปลงทะเบียนเป็นเว็บไซต์ในทำเนียบสารบัญเว็บไซต์ให้ผู้สนใจมาคลิกเข้าชม

ซึ่งการทำ backlink นี้จะเป็นการสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มาติดตามและเพิ่มโอกาสในการใช้สินค้าและบริการของคุณได้ในระยะยาวด้วย

จะทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้อะไรบ้าง

การทำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพจะช่วยให้มียอดขายและลูกค้าประจำติดตามการเคลื่อนไหวของเว็บไซต์คุณอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการจัดอันดับที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จาก search engine ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจคุณในระยะยาวอย่างแน่นอน

11 ข้อควรอ่าน สำหรับคนที่ลังเลเรื่อง SEO

การทำ SEO ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน ที่ต้องมีการลงทุนทั้งเวลาและเงินทุนสำหรับการทำเว็บไซต์แนวใหม่ที่ยังไม่สามารถเห็นผลในทันที เราจึงได้นำ 11 ข้อดีของการทำ SEO มาให้คนที่ยังลังเลใจได้พิจารณากัน ดังนี้

ควรอ่าน สำหรับคนที่ลังเลเรื่อง SEO

1. SEO เป็นการลงทุนที่ประหยัดกว่าการจ้างบริษัททำการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยวิธีอื่น ๆ ทั้งการจ้างพรีเซนเตอร์ การโฆษณา ติดแบนเนอร์ ฯลฯ

2. กลุ่มลูกค้ายุคใหม่ เป็นรุ่นมิลเลเนียม ซึ่งสนใจสาระของบทความมากกว่าการนำเสนอของพรีเซนเตอร์ที่อาจมีการอวดอ้างสรรพคุณของสินค้าและบริการ ซึ่งการทำ SEO จะตอบโจทย์ในด้าน content SEO ที่มีคุณภาพได้เป็นอย่างดี

3. หากทำ SEO ในบทความได้อย่างต่อเนื่อง จะเท่ากับเราได้ลูกค้าประจำจำนวนหนึ่งจากความประทับใจในความรู้หรือเทคนิคที่พร้อมใช้หรือ ready to use

4. ลูกค้าจำนวนไม่น้อยใช้มือถือในการค้นหาเว็บไซต์ที่มีสินค้าและบริการด้านต่าง ๆ การทำ SEO จึงควรสร้างรูปแบบที่เหมาะกับมือถือ smartphone ด้วย

5. การดูผลลัพธ์ของ SEO ต้องใช้ระยะเวลาบ้าง ต่างจากการติดแบนเนอร์หรือโฆษณาแบบอื่น ๆ เนื่องจากเป็นการเพิ่มดาต้าเข้าสู่ระบบประมวลข้อมูลของ search engine

6. เมื่อคิดถึงความคุ้มค่าในระยะยาว SEO ถือได้ว่าตอบโจทย์ทั้งรายได้และภาพลักษณ์ที่ทันสมัยของสินค้า

7. ไม่มีใครผูกขาดอันดับการสืบค้นได้ เนื่องจากระบบประมวลและวิเคราะห์ดาต้าของ search engine มีความซับซ้อนและเป็นอัตลักษณ์ ไม่ว่าธุรกิจใด ๆ ก็สามารถชิงชัยอันดับการสืบค้นเป็น top5 top10 ได้เท่า ๆ กัน

8. การทำ SEO เป็นหนึ่งในการยกระดับเว็บไซต์บริษัทให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่มาตรฐานที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในอนาคตของ search engine ด้วย

9. ลูกค้าเก่าก็รักษาไว้ ลูกค้าใหม่ก็ยังได้ด้วย เป็นผลที่ตามมาจากการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพราะทำให้ถูกจัดอันดับได้สูงและนำมาซึ่งความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มักบอกต่อ ๆ กัน

10. ลดการก๊อปปี้งานได้ หากคุณเป็นคนที่ทำเนื้อหาดี ๆ แล้วกังวลว่าจะมีผู้คัดลอกงานไป การมีระบบตรวจสอบด้าน SEO ของ search engine จะเป็นเหมือนตัวช่วยในการกลั่นกรองและกำจัดเว็บไซต์จอมลอกได้ในที่สุด

11. การนำเสนอสินค้ารูปแบบใหม่ เช่น แพคเกจจิ้งใหม่ ๆ กลิ่นและรสชาติเมนูอาหารแปลกใหม่ จะเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย หากเป็นเว็บไซต์ที่ติดอันดับต้น ๆ ด้วยการทำ SEO อย่างเป็นระบบ

11 ข้อควรอ่าน สำหรับคนที่ลังเล SEO

หวังว่าทั้ง 11 ข้อดีของการทำเว็บไซต์หรือเพจให้เป็นตามระบบ SEO จะเป็นข้อมูลที่ทำให้นักธุรกิจออนไลน์มือใหม่ตัดสินใจง่ายขึ้นกับการลงทุนทำในส่วนนี้

8 สิ่งที่คุณจะพลาดหากไม่ทำเว็บไซต์ระบบ SEO

8 สิ่งที่คุณจะพลาดหากไม่ทำเว็บไซต์ระบบ SEO

การทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน นิยมทำเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO กันมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขายและเสริมภาพลักษณ์ที่ดีทางธุรกิจในระยะยาว แต่ก็ยังมีนักธุรกิจออนไลน์บางท่านยังไม่มั่นใจในการทำ SEO เราจึงได้รวบรวม 8 สิ่งที่คุณจะพลาดหากไม่ปรับเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO มาฝากกัน

1. พลาดการเพิ่ม traffic ในการเข้าชมเว็บไซต์ เพราะเว็บไซต์ของคุณจะไม่ได้ถูกนำเสนอในอันดับต้น ๆ ของการสืบค้นทาง search engine และแน่นอนว่าโอกาสในการขายสินค้าจะน้อยลงเรื่อย ๆ หากเว็บไซต์คุณตกไปอยู่ในหน้าท้าย ๆ ของคีย์เวิร์ดที่สืบค้น

2. พลาดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพราะไม่มีการปรับคีย์เวิร์ดให้ตรงใจผู้บริโภคสินค้าของคุณ จึงแทบไม่มีโอกาสในการพบหรือ matching กันทางออนไลน์เลย

3. พลาดความประทับใจ เพราะเว็บไซต์ในระบบเก่า ๆ จะเน้นที่ปริมาณแบนเนอร์ หรือการแนบลิ้งค์โฆษณา ซึ่งเป็นปัญหาทำให้ผู้บริโภคเกิดความรำคาญและรบกวนต่อระบบการสืบค้น หากเว็บไซต์คุณยังเป็นเช่นนี้ ก็เรียกได้ว่าล้าสมัยและย่อมไม่เป็นที่ประทับใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแน่

4. พลาดความน่าเชื่อถือ เพราะการที่ไม่มี SEO รองรับในระบบทั้งส่วนเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์ จะทำให้การจัดอันดับหล่นไปรั้งท้าย และทำให้เสียความน่าเชื่อถือไป โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง คุณย่อมเสียลูกค้าให้บริษัทที่ได้อันดับ 1-10 ของการสืบค้นอย่างแน่นอน

คุณจะพลาดหากไม่ทำเว็บไซต์ระบบ SEO

5. พลาดการโปรโมตแบบ 24 ชั่วโมง เพราะจะไม่ถูกนำเสนอในผลการสืบค้นหน้าแรก ๆ คุณจะเสียตำแหน่งการนำเสนอนี้ไปให้แก่เว็บไซต์ที่มีระบบ SEO รองรับ และย่อมสัมพันธ์กับรายได้ที่จะลดลงไปด้วย

6. พลาดการประหยัดเงินในกระเป๋าสตางค์ คุณอาจไม่รู้ว่าการทำ SEO กับบริษัทที่มีคุณภาพ จะทำให้สัญญาราย 6 เดือนหรือราย 1 ปีมีความประหยัดสุดคุ้ม เมื่อเทียบกับการซื้อโฆษณาหรือการจ้างโปรโมตชนิดอื่น ๆ

7. พลาดการพัฒนาเว็บไซต์ ทำให้ธุรกิจคุณจะค่อนข้างล้าหลัง หรือเดินตามแบรนด์อื่นในหมวดหมู่สินค้าและบริการอย่างเดียวกัน ทำให้ต้องเสียโอกาสในการขายทั้งวันนี้และวันหน้า และทำให้ต้องเสียเวลาและค่าจ้างครั้งใหญ่ในอนาคตเพื่อการยกเครื่องเว็บไซต์

8. พลาดโอกาสโกอินเตอร์ เพราะการที่ไม่ทำระบบ SEO จะทำให้เกิดความผิดพลาดในการตั้งโค้ดหรือการเชื่อมโยงกับลิ้งค์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ ERROR ด้านตัวอักษรหรือภาษาที่ใช้ เท่ากับคุณจะเสียลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่อยู่ทั่วโลกเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 8 สิ่งที่คุณจะต้องพลาดไปหากไม่ทำเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO หวังว่าจะทำให้นักธุรกิจหลายท่านได้ตระหนักในการพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้สามารถยืดหยัดในธุรกิจออนไลน์ได้อย่างสวยงามตลอดไป

พลาดหากไม่ทำเว็บไซต์ระบบ SEO

งานแนว SEO ทำได้ไม่ยาก แค่รู้หลัก

งานแนว SEO ทำได้ไม่ยาก แค่รู้หลัก

ปัจจุบันช่องทางอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นตามมากับการขายของออนไลน์ คือการทำเว็บไซต์และการเขียนบทความแบบ SEO ซึ่งหากเป็นผู้ที่มีพื้นฐานความสนใจด้านการออกแบบเว็บไซต์หรืองานเขียนอยู่แล้ว คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป

เราจึงได้รวบรวมหลักการอย่างง่ายที่ทำให้ผู้ที่สนใจทำงานที่เกี่ยวกับ SEO เป็นอาชีพเสริม สามารถต่อยอดได้ไม่ยาก

1. หน้าตาเว็บไซต์ต้องผ่านเกณฑ์

สำหรับผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ Search engine ที่คนนิยมใช้ทั่วโลกอย่างกูเกิ้ลได้มีข้อกำหนดมาตรฐานของ “หน้าร้านออนไลน์” เปรียบได้กับมาตรฐานผู้ประกวดนางงาม นั่นคือ ทั้งการตั้งชื่อ URL ในการสืบค้น การตั้งชื่อหัวข้อ (Title) และส่วนเนื้อหารวมสรุป (Description) ต้องมีความเหมาะสม

2. ความเป็นเอกลักษณ์ในเนื้อหา

การเป็นนักเขียนแนว SEO จำเป็นต้องมีความ unique ในเนื้อหา เปรียบได้กับคุณสมบัติเฉพาะของผู้เข้าประกวดนางงามแต่ละคน หากจะทำโบท็อกซ์หรือศัลยกรรมมา ก็ต้องมีความแนบเนียนสวยงาม และมีเอกลักษณ์ที่ไม่ใช่ว่าเกิดการทำเป็นหน้าบล็อกเดียวกันหมด ซึ่งในทางการเขียนบทความเรียกว่า plagiarism ซึ่งสามารถถูกเช็คได้ง่าย ๆ ก่อนในเบื้องต้น และถูกตรวจจับอย่างแน่นอนในบอทของ search engine ซึ่งจะส่งผลต่อการ degrade อันดับของเว็บไซต์คุณด้วย

3. เลือกคีย์เวิร์ดที่ใช่

การทำคอนเทนต์ นอกจากต้องมีความเป็นอัตลักษณ์ในเนื้อหาแล้ว ยังต้องแทรกคีย์เวิร์ดที่ ‘ใช่’ ในการสื่อสารตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น บทความเรื่องนางงาม ก็ควรมีคีย์ “นางงาม” “ประกวด” “รางวัล” เป็นต้น

4. การมีลิ้งค์พันธมิตร

การมี link เชื่อมโยงกับเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการขาย หรือที่เรียกกันทับศัพท์มานานว่า Backlink เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO แต่ไม่ใช่การเน้นปริมาณอย่างในอดีตอีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายยุค millennial ต้องการความจริงใจ มีเนื้อหาสาระที่ทำให้รู้สึกว่าไม่เสียเวลา ได้ประโยชน์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงการ “แชร์ต่อ” ด้วย

ทำงานที่เกี่ยวกับ SEO

5. ตำแหน่งของคีย์

การใส่คีย์ที่เหมาะสมลงในเนื้อหา content เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการทำ SEO เนื่องจากการแสดงผลจะใช้ย่อหน้าแรกเป็นหลัก และหากใช้โปรแกรมสำเร็จที่ชื่อ “WORDPRESS” ก็จำเป็นอย่างมากในการโชว์เนื้อหาคีย์ในส่วนแรกนี้

6. ความยาวเนื้อหา

ควรวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ เป็นผู้อ่านกลุ่มใด ใช้ไลฟ์สไตล์แบบไหนเป็นสิ่งสำคัญ การให้เวลากับการอ่านแต่ละบทความ โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่ใช้เวลา 3 – 5 นาทีต่อหน้าเว็บไซต์หนึ่ง ๆ เพื่อกวาดสายตาและประมวลความคิดในสิ่งที่สนใจ การมีเนื้อหายาวเวิ่นเว้อ นอกจากจะทำให้ผู้อ่านไม่สบอารมณ์แล้ว ยังจะเป็นการเสียลูกค้าไปอย่างถาวรได้ (คือ ไม่คลิกเข้ามาอีกแล้ว) ทั้งนี้หากบทความเป็นเกรดพรีเมี่ยม เช่น เชิงลึก เชิงวิชาการเฉพาะ พบว่าความยาวเฉลี่ยที่ประมาณ 1900 คำ เป็นความยาวที่ช่วยให้อันดับจากการทำ SEO สูงขึ้นมาก

เป็นอย่างไรบ้าง กับหลักพื้นฐาน 6 ข้อ ที่เรานำมาเสนอ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ SEO ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเว็บไซต์ การเขียน content SEO ซึ่งยังมีแนวโน้มไปได้ยาวไกลในสายงานธุรกิจออนไลน์

วิธีช่วยเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์

วิธีช่วยเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์

หากคุณเปิดเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าเกรดเอที่ใคร ๆ ก็เรียกร้องต้องการ โพสต์บทความคุณภาพมีประโยชน์และน่าอ่าน เลือกคีย์เวิร์ดเหมาะสมรองรับการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์คุณมีโอกาสติดหน้าแรกแล้ว แต่มาตกม้าตายตอนจบ เพราะเว็บโหลดช้าทำความลำบากและรำคาญให้ลูกค้า ซึ่งเปลี่ยนใจไปค้นหาสิ่งที่ต้องการในเว็บคู่แข่งแทน โจทย์นี้แก้ไขอย่างไร เรามีคำตอบให้คุณ

เพราะธุรกิจออนไลน์มีการแข่งขันสูง ถ้ามีจุดอ่อนทางใดทางหนึ่ง คู่แข่งที่เปิดเว็บค้นหาแบบเดียวกันก็ช่วงชิงแบ่งส่วนแบ่งตลาดไปรวดเร็ว หากเว็บโหลดช้าเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อการจัดอันดับใน Google ด้วย หากไม่ปรับปรุง เว็บจะถูกร่นอันดับตกลงไปหลายหน้า ทุกคนใช้งานเสิร์จเอนจินต้องการความเร็ว ถ้าเว็บช้าเป็นเต่า การทำ SEO ที่ดีแทบจะไม่มีประโยชน์เลย เจ้าของเว็บไซต์ควรท่องเว็บของตนเองและพิจารณาในมุมมองของผู้บริโภคคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งานค้นหาสินค้าและตรวจสอบความเร็ว ถ้าคลิกแล้ว ต้องรอแล้วรออีก ใช้เวลาโหลดนานหลายวินาทีจะมีผลต่อความนิยมของลูกค้าซึ่งมีแนวโน้มผละไปหาคู่แข่งเอาง่าย ๆ โชคดีที่มีหลายวิธีช่วยเพิ่มความเร็วของ เว็บไซต์ ได้ดังนี้

วิธีช่วยเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์

1.ตรวจสอบความเร็วปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องใช้นาฬิกาจับเวลา มีเครื่องมือออนไลน์มากมายสำหรับตรวจสอบความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ เช่น Pingdom ช่วยตรวจสอบเวลาในการโหลดและขนาดหน้าเว็บรวมทั้งความเร็วของเว็บไซต์เปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น หากเว็บไซต์ของคุณใช้เวลาโหลดนานกว่า 4 วินาทีหรือนานกว่านั้น ถือว่าการโหลดมีปัญหา หมั่นตรวจสอบความเร็วของหน้าเว็บเพื่อให้อยู่ในอันดับที่ดีของ Google อยู่เสมอ

2.ย่อไฟล์ขนาดใหญ่ รูปภาพขนาดเต็มและเนื้อหาอื่น ๆ ที่รวมเป็นไฟล์เดียวกันอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณช้าลง ภาพจากกล้องในมือถืออาจมีหลายเมกะไบต์กลายเป็นตัวถ่วง ควรใช้ Photoshop ลดขนาดและปรับแต่งภาพให้มีพื้นที่เล็กลง ทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพภาพก่อนอัปโหลดลงในเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย

3.ใช้เครือข่ายการจัดส่งเนื้อหา Content Delivery Network หรือ CDN ทำงานโดยการจำลองเว็บไซต์ทั้งหมดบนเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้ผู้ชมที่อยู่ใกล้ที่สุดดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น วิธีนี้ช่วยให้สามารถโหลดได้เร็วสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

4.อัปเกรดเว็บโฮสติ้ง ธุรกิจมือใหม่มักจะเลือกเว็บโฮสติ้งฟรีหรือเสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่ถ้าคุณต้องการศักยภาพการแข่งขันสูงสุด ต้องเลือกเว็บโฮสติ้งที่ดี การที่ไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ร่วมกับคนอื่น ทำให้โหลดเร็วขึ้น ทั้งยังป้องกันความเสี่ยงที่เว็บอื่นล่มแล้วฉุดเว็บของคุณดับไปด้วย มีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนิดแต่คุ้มค่า

5.อย่าอัปโหลดวิดีโอไปยังเว็บไซต์ตัวเอง เพราะไฟล์ใหญ่เกินไป ทำให้หน้าเว็บโหลดช้า ควรอัปโหลดวิดีโอไปยังบริการของบุคคลที่สาม เช่น YouTube หรือ Vimeo แล้วเชื่อมโยงกลับไปหาเว็บไซต์ของตนเอง จะไม่ได้รับผลกระทบจากการโหลดหน้าเว็บ สามารถใช้วิดีโอดึงดูดผู้ชมจำนวนมากที่ต้องการดูคลิปแบบประหยัดเวลามากกว่าจะอ่านบทความ

เพียงเท่านี้ก็หมดอุปสรรค ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายไม่ต้องทนรอโหลดนานหลายวินาที ทำให้เว็บไซต์คุณมีโอกาสติดหน้าแรกของ Search Engine และมีโอกาสปิดยอดขายง่ายขึ้นด้วย

เว็บไซต์โหลดเร็ว เคล็ดลับทำ SEO ติดอันดับหน้าแรก

ลูกค้ายังกดปิดเว็บไซต์ เพราะอะไร

หลายคนมีความเข้าใจผิดเรื่องการนำ SEO เข้ามาเป็นกลยุทธ์การทำตลาดออนไลน์ เชื่อมั่นว่าใส่คีย์เวิร์ดในคอนเทนต์และอัปเดทบทความใส่เข้าไปจำนวนมากต่อวันจะช่วยให้เว็บไซต์อยู่ในอับดับต้นของกูเกิลได้ ความจริงแล้วปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ หากบทความไม่น่าอ่านหรืออ่านไม่เข้าใจ ไม่สละสลวย เพราะเน้นใส่คีย์เวิร์ดเต็มไปหมด คนเปิดเข้ามาครั้งแรก ดูแล้วกดออกหรือกดปิดเว็บไซต์เพราะเนื้อหาไม่ดี ไม่ตรงกับความต้องการ สะท้อนว่าการบริหารจัดการเว็บไซต์ขาดประสิทธิภาพ ขาดความพิถีพิถันและเอาใจใส่ในเรื่องผลประโยชน์ของผู้เข้าชม จึงต้องมาปรับทัศนคติกันใหม่ว่าการทำ SEO ที่ดีคืออะไรกันแน่..

โครงสร้างเว็บซับซ้อน ใช้งานยาก : การออกแบบเว็บไซต์ก็เหมือนกับการตกแต่งหน้าร้าน เข้ามาแล้วเห็นสินค้าอัดแน่นเต็มไปหมด หาอะไรไม่เจอ เปิดเวียนไปเวียนมาทำให้สับสน คนไม่อยากเข้าร้าน หน้าเว็บไซต์ก็ต้องจัดระเบียบไม่ต่างกันเพื่อให้หน้าเว็บสวยงามช่วยให้การค้นหามีประสิทธิภาพ

เว็บใหญ่รอโหลดนาน : เว็บไซต์ต้องควบคุมจำนวนหน้าไม่มากเกินไป เพราะพฤติกรรมของลูกค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ชอบรอคอย หากเว็บไซต์หลายหน้าจะทำให้สับสนไม่น้อย มีภาพประกอบขนาดใหญ่และคลิปวิดีโอ ทำให้โหลดนานขึ้น ภาพกระตุก เสี่ยงที่ผู้ใช้งานจะกดออก ไม่เปิดเข้าไปดูหน้าเพจอื่น ๆ ต่อ หรือกดออกแล้วไม่กลับมาอีก ควรตรวจสอบความเร็วในการดาวน์โหลดเว็บไซต์เสมอ โดยเฉพาะการใช้งานจอมือถือต้องสะดวก อ่านง่าย ไม่ต้องเลื่อนหากันให้วุ่นวาย

บทความไม่โดนใจลูกค้า : การเขียนบทความพร้อมกับใส่คีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO เป็นกลยุทธ์ด้านการตลาดอีกอย่างหนึ่งในการโปรโมทเว็บไซต์ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการสินค้าและบริการให้กับลูกค้าเป้าหมาย ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีประโยชน์สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้เว็บ แต่ถ้าเปิดเข้ามาเจอคอนเทนต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการเลย เท่ากับว่าเสียแรงและเสียพื้นที่ในการโปรโมทยอดขายไปอย่างน่าเสียดาย ควรใส่ข้อมูลรายละเอียดของสินค้าและบริการลงไปในเว็บไซต์ พร้อมที่อยู่และช่องทางติดต่อเพื่อความสะดวกในการขายและการสื่อสาร โดยเฉพาะโปรโมชั่นและส่วนลดพิเศษต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด

การทำ SEO ช่วยเพิ่มจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักกว้างขวาง มีโอกาสปิดการขายมากขึ้นและธุรกิจเติบโตมากขึ้น ทั้งหมดเป็นขั้นตอนที่ผู้ประกอบการคาดหวังไว้ แต่จะทำได้มากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้ประกอบการเป็นสำคัญ เพราะการจ้างบริการโปรโมทเว็บไซต์เข้ามาเป็นที่ปรึกษามักจะให้คำแนะนำในเบื้องต้น แต่ท้ายสุดก็ต้องทำตามความต้องการของเจ้าของเงิน ซึ่งควรตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างคอนเทนต์ที่ดี ไม่เพียงส่งผลให้อันดับของเว็บไซต์ติดอันดับที่ดีเท่านั้น แต่นำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานยังจะสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้ใจ ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงในการสร้างความภักดีต่อแบรนด์และเป็นลูกค้าประจำกันไปนานๆ