วิธีการทำการตลาด เพื่อพัฒนาเว็บไซต์

การทำกิจการเว็บไซต์ขายของออนไลน์ในยุคปัจจุบันนี้ จำเป็นจะต้องพัฒนาทั้งด้านขององค์ความรู้ในการทำตลาด SEO และ SEM ร่วมกับการพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด จึงจะทำให้กิจการอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้อย่างดี ในส่วนการทำ SEO และ SEM ยังมีผู้ขายสินค้าออนไลน์จำนวนไม่น้อย ที่ยังมีความสงสัยว่าควรทำเทคนิค SEO หรือ SEM ให้แก่เว็บไซต์ดีกว่ากัน เราจึงได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจมาสรุปไว้ เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปพิจารณากัน ดังนี้

วิธีการทำการตลาด เพื่อพัฒนาเว็บไซต์

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทำการตลาดที่เน้นการพัฒนาส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์และการทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่ายสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เช่น การทำบทความ SEO และสื่อวีดีโอที่มีคุณประโยชน์ ไม่มีการคัดลอกจากแหล่งอื่นใด โดยการใช้ Keyword SEO ตรงกับการสืบค้นของลูกค้าเป้าหมายเป็นแกนของเรื่อง

เมื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทำการสืบค้นโดยใช้ Keyword SEO ดังกล่าว ก็จะปรากฏเว็บไซต์ของคุณอันดับต้น ๆ ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือและเพิ่มยอดการขายได้มากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ การทำ SEO ก็มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้เวลาในการผลิตบทความจำนวนมากพอที่จะสะสมข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบอัลกอริทึมของ Search Engine ทำการประมวลและจัดอันดับ SEO ออกมา จึงใช้เวลาค่อนข้างนานประมาณ 2-3 เดือนขึ้นไป กว่าจะเห็นผลในการเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการเห็นผลไว จะต้องทำ SEO ควบคู่กับเทคนิค SEM หรือ Search Engine Marketing คือการซื้อพื้นที่โฆษณา ที่ช่วยเสริมสร้างการรับรู้ของลูกค้าเป้าหมายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ เช่น การจัด Event การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย การเปิดตัวสินค้าใหม่ ฯลฯ ซึ่งเป็นวิธีที่ทั่วโลกใช้กัน เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันกับแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดเดิม (ของสินค้าประเภทเดียวกัน) เช่น กลุ่มเครื่องสำอาง รองเท้าแฟชั่น ของใช้อุปโภคบริโภค ฯลฯ

ทั้งนี้ การสร้างแบรนด์ใหม่ที่ต้องการให้เกิดการจดจำและก็เกิดการบอกต่ออย่างรวดเร็ว หากใช้วิธี SEM จะมีการเสียค่าใช้จ่ายในระบบ Pay Per Click หรือ PPC ให้แก่ Bing, Yahoo หรือ Google และต้องมีการประมูลกับคู่แข่งแบรนด์อื่น ที่ต้องการใช้ Keyword SEO คำเดียวกันด้วย ท่านที่ต้องการประชาสัมพันธ์แบบ SEM จึงควรควรเตรียมค่าใช้จ่ายสำรองเอาไว้ เพื่อการส่งเสริมการขายอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะมีความคุ้มค่ามาก หากทำให้มีรายได้หรือกำไรที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายในช่วงสั้น ๆ นี้

กล่าวได้ว่า SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดที่สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ และต้องมีการวางแผนอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเว็บไซต์จนประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ เลือก ควรทำ SEO หรือ SEM วิธีใดดีกว่ากัน

ทำไมนักศึกษาควรรู้เรื่อง SEO ก่อนเปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์

การทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์เป็นสิ่งที่นักศึกษานิยมมากในปัจจุบัน เพราะว่าสามารถเพิ่มรายได้ระหว่างการเรียนได้ ทั้งนี้การทำเว็บไซต์ตามหลักเกณฑ์ SEO (Search Engine Optimization) ของ Bing, Yahoo และ Google เป็นสิ่งสำคัญมากที่นักศึกษาควรรู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะพัฒนาเว็บไซต์ควบคู่ไปกับการสร้างฐานลูกค้า ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบทางการค้าเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นในระยะยาว

การทำเว็บไซต์ SEO ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

หากนักศึกษาต้องการจะขายสินค้านำเข้า เช่น อุปกรณ์สำหรับเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ควรจะพิจารณาองค์ประกอบต่อไปนี้

1.1 หา Keyword ที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้พิมพ์เพื่อหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น Mouse เล่นเกมส์ ที่รองมือเล่นเกมส์ คีย์บอร์ดเล่นเกมส์ แล้วนำคำเหล่านี้มาใช้ในการเขียนบทความที่น่าสนใจ

1.2 เขียนหัวข้อบทความ SEO ที่ดึงดูดใจคนอ่าน เพื่อกระตุ้นให้มียอดคลิกเข้ามาชมมากขึ้น หรือเรียกว่าเป็นการเพิ่มค่า CTR หรือ Click Through Rate ซึ่งจะส่งผลให้การจัดอันดับเว็บไซต์ในหน้าต่างการสืบค้นดียิ่งขึ้น เช่น คีย์บอร์ดเล่นเกมส์รุ่นไหนใช้ดีจนแชมป์ต้องยอม เมาส์รุ่นไหนคลิกมันส์ที่สุด เป็นต้น

1.3 ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งบนมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่นักศึกษาสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองหรือปรึกษานักพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้ที่เล่นเกมส์ทั้งบนระบบมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จะมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก

1.4 การสร้างคลิปที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับ Keyword ที่ใช้ผลิตบทความ เช่น สอนการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ เช่น คีย์บอร์ดสำหรับเล่นเกมส์ที่เล่นได้คล่องมือระดับแชมป์ E-Sports เป็นต้น เพื่อดึงดูดใจให้คนสนใจอยากซื้อสินค้า

2. Off-Page SEO

เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ SEO ที่ขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น โดยการเข้าสู่วงสนทนาในห้องแชทต่าง ๆ เช่น ห้องคุยสำหรับคนเล่นเกมส์ ทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานในกลุ่ม Facebook หรือ Pantip ซึ่งมักเป็นผู้ที่มีกำลังซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้อยู่ตลอด ซึ่งเมื่อมีการให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงให้ข้อมูลอัพเดทเกี่ยวกับสินค้ารุ่นใหม่ ๆ จะทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในความรู้และมักขอลิงก์เว็บไซต์เพื่อมาสั่งซื้อสินค้าต่อไป

วิธีการนี้ เรียกว่า Backlink เป็นเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์จำนวนมากประสบผลสำเร็จ เป็นการเพิ่มปริมาณผู้ชมหรือ Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้อย่างเห็นผลชัดเจน

แม้นักศึกษาจะเป็นนักธุรกิจออนไลน์หน้าใหม่ แต่หากเรียนรู้การทำ SEO ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ที่มีความน่าสนใจและมีอันดับต้น ๆ ในการสืบค้นไม่ต่างจากนักธุรกิจมืออาชีพ เพียงอาศัยความตั้งใจและต้องพัฒนาเว็บไซต์ตามระบบ SEO อย่างสม่ำเสมอ ย่อมประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายและสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

การทำเว็บไซต์ SEO ประกอบไปด้วย 2 ส่วน

เทคนิคการทำ SEO ให้ขายดีพอ ๆ กับเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนจากหน้าร้านบนถนนมาเป็นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 5G ที่ลูกค้าจำนวนมากใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ในการหาร้านค้าที่น่าสนใจ ซึ่งมักมีเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ในแต่ละวงการธุรกิจที่ขายสินค้าได้มากตลอดปี หากคุณขายสินค้าในหมวดหมู่เดียวกันก็ควรต้องใช้เทคนิค SEO ในการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้มียอดขายสูสีกับเว็บไซต์เหล่านั้น

เทคนิคการทำ SEO ที่คุณสามารถเรียนรู้และนำไปพัฒนาเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง มีดังนี้

1. ใช้ Keyword อย่างเหมาะสม

Keyword ตามทฤษฎีแล้ว มีทั้งแบบคำสั้นและวลียาว หากต้องการที่จะให้เว็บไซต์คุณปรากฏต่อลูกค้าเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เพิ่มโอกาสซื้อขายได้มากขึ้น ก็ควรจะทำเป็น Long Tail Keyword ที่จำเพาะเจาะจง หรือเรียกว่าเป็น Niche Market เพื่อให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่มสามารถค้นหาร้านของคุณได้ตรงใจที่สุด ตัวอย่างเช่น คุณขายเสื้อผ้าเด็ก คุณอาจจะใช้ Keyword ว่า เสื้อยืดเด็ก ลายการ์ตูน ราคาถูก กรุงเทพ เป็นต้น

2. ตำแหน่ง keyword

เลือกหา Keyword ที่ดีจากสถิติใน Google หรือ Search Engine อื่น ๆ ที่ลูกค้าใช้บริการหาร้านค้าเป็นหลัก และควรมี 2-3 Keyword ในแต่ละบทความ โดยมีทั้ง Keyword ที่เป็นคำค้นหาหลักและรอง กระจายในเนื้อหา จะทำให้บทความมีคุณภาพทั้งในด้านการสืบค้นและ อ่านแล้วยังได้สาระประโยชน์ ทำให้ผู้อ่านประทับใจ หากคุณรู้เรื่องของสินค้าเป็นอย่างดี และสามารถที่จะผลิตบทความได้เอง ทั้งเปิดช่องให้ผู้อ่านแสดงความคิดเพิ่มเติมจากบทความ ก็จะช่วยให้ได้บทความที่มีความน่าสนใจและนำมาซึ่งยอดขายที่ดียิ่งขึ้น

3. ใส่ใจสถิติหรือ User signals

สถิติที่แต่ละเว็บไซต์เช็คได้ในการบริหารจัดการ เป็นสิ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเว็บไซต์ได้ เช่น

– ค่า CTR หรือ Click Through Rate เป็นอัตราการคลิกเข้าอ่านหรือชมสินค้าในเว็บไซต์ ค่านี้จะเพิ่มถ้าการเขียนหัวข้อเว็บไซต์มีความน่าสนใจดึงดูด จะทำให้มีคนเข้ามาอ่านและมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

– ค่า Time On Site หมายถึงระยะเวลา (นาที) ที่ผู้ชมคลิกแล้วอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ ยิ่งเพิ่มคุณภาพของเนื้อหาในแต่ละเพจ ก็จะทำให้ค่านี้สูงขึ้น

– ค่า Bounce Rate แสดงถึงการที่ผู้ชมอยู่ในหน้าเพจนั้นยาวนาน เช่น ชมคลิป อ่านข้อมูล โดยไม่ได้กดไปดูเพจอื่น ๆ ถ้าทำให้คลิปน่าสนใจ ก็จะได้ค่าตัวเลขที่ดีมากขึ้น

นอกจากนี้ การเพิ่มประชาสัมพันธ์ด้วยการโพสต์ตอบคำถามตามเว็บไซต์ภายนอก แล้วทำลิงก์เชื่อมโยงมาสู่เว็บไซต์ธุรกิจ ก็เป็นวิธี Off-page SEO ที่นิยม ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ หากนำข้อมูลที่กล่าวมาไปปรับใช้กับเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ มั่นใจได้ว่าจะมียอดขายดีขึ้นพอ ๆ กับเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่อย่างแน่นอน

เทคนิคการทำ SEO ที่คุณสามารถเรียนรู้และนำไปพัฒนาเว็บไซต์

SEO จำเป็นแค่ไหน ต้องทำตอนไหน

ธุรกิจยุคสมัยนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก SEO กันแล้ว ถามว่าจำเป็นแค่ไหน ก็ตอบเลยว่า ถ้าธุรกิจใดละเลยไม่ได้ทำ SEO ก็เหมือนถูกดันไปอยู่ท้ายซอยที่กว่าลูกค้าจะเดินเข้าไปถึงก็น้อยคนมาก เพราะร้านค้าริมถนนและหน้าปากซอยกวาดเอากลุ่มลูกค้าดี ๆ ไปหมดแล้ว การอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาในเสิร์จเอ็นจิ้น อย่าง Google นั้น ก็เหมือนการได้ทำเลที่ดีที่สุดที่จะดักกลุ่มเป้าหมายให้หันมาซื้อสินค้าหรือบริการได้มากที่สุด

ข้อดีของการทำ SEO

ธุรกิจของคุณอยู่ในสายตาลูกค้า

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณมีสินค้าที่ยอดเยี่ยมแต่ไม่มีคนเห็น ต้องมาอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาเท่านั้น ลูกค้าจึงจะมองเห็นว่าคุณขายอะไร คนเข้าชมเว็บ 1000 คน ก็ต้องเป็นลูกค้าได้สัก 10 คน ยิ่งคนจำนวนมากมองเห็นร้านค้าของคุณ คุณก็ยิ่งมีโอกาสทำกำไร

มีความเสถียร ลูกค้าต้องการหาเมื่อไหร่ก็เจอ

ลูกค้าอาจไม่ได้เข้ามาร้านค้าของคุณครั้งแรกก็ซื้อเลย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเว็บไซต์ของคุณบังเอิญถูกเจอ แต่ตำแหน่งของเว็บคุณอยู่ในหน้าที่ 5 ของผลการค้นหา ลูกค้าที่กลับมาในวันต่อ ๆ ไป ก็จะไม่เจอเว็บไซต์ของคุณแล้ว อาจเปลี่ยนใจไปซื้อร้านอื่นแทน หากเว็บไซต์ของคุณอยู่ในหน้าแรก ลูกค้าก็จะจำได้ อยากหาเมื่อไหร่ก็ยังคงอยู่ที่หน้าแรกเสมอ ยิ่งเกิดความเชื่อมั่นต่อลูกค้า

ใคร ๆ ก็กล่าวถึงและแนะนำ

คุณคงเคยแนะนำเว็บไซต์ให้เพื่อนใช่ไหม เว็บแรก ๆ ในหน้าผลการค้นหาเท่านั้นที่มักจะถูกส่งต่อไปให้เพื่อน ๆ เช่น แนะนำเว็บประกาศขายคอนโด เว็บให้บริการดูแลสัตว์เลี้ยง เว็บที่ขายเสื้อผ้าสวย ๆ ยิ่งคุณอยู่ในหน้าแรกได้สูงและนานเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะถูกกล่าวถึงและแนะนำมากขึ้นเท่านั้น สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้จากการบอกกล่าวแบบปากต่อปากของผู้ที่พบเจอเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

แล้วต้องทำ SEO ตอนไหน?

การทำ SEO ควรวางแผนคู่กันไปกับธุรกิจ สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่แรกเริ่มการดำเนินการ หลักจากที่คุณมีสินค้าและบริการพร้อมส่งถึงมือผู้ซื้อแล้ว และมีเว็บไซต์ที่เสร็จสมบูรณ์ กระบวนการ SEO ก็สามารถเริ่มได้จากตอนนี้เลย เพื่อจะได้มีเวลาเก็บสถิติต่าง ๆ ของผู้ชมเว็บไปวัดผลและปรับปรุงการทำ SEO ต่อไป

มาถึงตอนนี้คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่า SEO นั้นไม่จำเป็น ในยุคที่คนส่วนใหญ่ใช้มือถือเป็นทุกอย่างในชีวิตหรือ IOT (Internet of Thing) ยิ่งต้องทำให้สินค้าและบริการของคุณขึ้นหน้าผลการค้นหาเป็นอันดับแรก ๆ เพื่อที่จะได้ลูกค้าที่มากที่สุด สร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้ในระยะยาว

ข้อดีของการทำ SEO

ประโยชน์ 3 ข้อ ของการทำ SEO

ความยากของผู้ประกอบการที่กำลังจะเริ่มทำธุรกิจ คือการทำให้ผู้บริโภคได้รู้จักสินค้าหรือบริการของเรา และต้องสร้างความน่าเชื่อถือในสินค้าหรือบริการนั้นด้วย ก็เป็นเรื่องน่าคิดว่าถ้าผู้ประกอบการไม่มีทุนที่จะทำการโฆษณาดังกล่าวแล้ว จะทำอย่างไร ? จึงเป็นที่มาของการทำ SEO เพราะเชื่อหรือไม่ว่าการทำ SEO ใช้เงินลงทุนไม่กี่พันบาท แต่ได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการลงทุนหลักแสนหลักล้านเลยทีเดียว เพราะเป็นการนำเสนอ Content ของเราในช่องทางออนไลน์ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในยุคสมัยนี้

ประโยชน์ 3 ข้อ ของการทำ SEO

เจาะกลุ่มตลาดตรงเป้าหมาย สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจก่อนเลยก็คือ สินค้าหรือบริการของเรานั้น ตรงกับกลุ่มเป้าหมายใด เพราะอยากเจาะกลุ่มตลาดไม่ตรงเป้าหมาย ก็เหมือนเป็นการเข็นครกขึ้นภูเขา ในเมื่อความต้องการซื้อ-ขาย ไม่ตรงกัน พยายามไปก็เท่านั้น สู้เอาแรงที่มีมาเจาะกลุ่มให้ตรงเป้าหมายดีกว่า โดยการทำ SEO จะอาศัย Keyword ในการทำ Content นำเสนอสิ่งที่เราต้องการสื่อให้ตรงกับตลาดเป้าหมายให้มากที่สุด ดังนั้นผู้ที่เห็น Content ของเราจึงมั่นใจได้เลยว่าเป็นลูกค้าของเราอย่างแน่นอน

เป็นการโฆษณาที่คนเห็นเยอะที่สุด การทำ SEO ใน Search Engine ดัง ๆ อย่าง Google ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในการค้นหาที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกมาเป็นอันดับหนึ่ง จะทำให้มีผู้คนพบเห็น Content ของเรามากที่สุดด้วย แต่ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า Google จะมีหน้าค้นหาหลายหน้า จึงไม่แปลกเลยถ้าเราจะตกไปอยู่หน้าท้าย ๆ คนก็จะเห็นเว็บไซต์ของเราน้อยไปด้วย ดังนั้นเราจึงต้องนำการทำ SEO มาปรับใช้ เพื่อดันให้เว็บไซต์ของเราไปอยู่ในหน้าแรก ๆ หากทำได้ก็ถือเป็นการโฆษณาที่ดีที่สุด และถูกที่สุดวิธีหนึ่งเลยทีเดียว

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไร ทำไมผู้ประกอบการหน้าใหม่ต้องทำ

ใช้ทุนต่ำ เหมาะกับผู้ประกอบการมือใหม่ เพราะการทำ SEO เป็นการอาศัย Keyword ดี ๆ มีการค้นหาสูง นำมาประกอบการทำ Content คุณภาพ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นหามาก ๆ จนได้รับการจัดอันดับของ Google ให้ไปอยู่ในหน้าแรก ๆ นั่นเอง ซึ่งเป็นวิธีการโฆษณาที่ใช้ทุนต่ำมาก หากใครที่มีสกิลในการเขียนอยู่แล้ว ก็สามารถลงมือเองได้เลย หรือจะจ้างบริษัทที่รับทำเกี่ยวกับเรื่องนี้มาใช้บริการก็ได้ แต่รับรองเลยว่าใช้ทุนไม่เยอะ แถมได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดอีกด้วย

บางครั้งในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วนี้ เราก็จะเป็นจะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อปรับตัว เพราะเชื่อว่าแม้แต่ตอนนี้ก็ยังมีคนที่ไม่รู้จักการทำ SEO และใช้วิธีการโฆษณาในแบบเดิม ๆ ที่นอกจากจะใช้ทุนสูงแล้ว ยังไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้ลองศึกษาถึงวิธีการทำ SEO เพื่อเป็นอีกแนวทางที่จะทำให้ธุรกิจได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเอง

การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ออนไลน์ ใช้วิธี SEO หรือ SEM ดีกว่ากัน

การทำประชาสัมพันธ์หรือการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันมีหลายช่องทาง ซึ่ง SEO และ SEM เป็นที่นิยมมาก เนื่องจากช่วยเพิ่มยอดขายและทำให้เป็นเว็บไซต์เป็นที่รู้จักได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม การทำ SEO และ SEM ก็มีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน ซึ่งเราได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญมาไว้ที่นี่แล้ว ดังนี้

1. ด้านระยะเวลา

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้ดีในหน้าต่างการสืบค้น อันเป็นผลจากการวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ หรือ AI ที่ไม่สามารถควบคุมลำดับหรือตำแหน่งในการนำเสนอได้ จึงต้องอาศัยระยะเวลาจากการสะสมข้อมูล ดังนั้น สิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องทำ คือ การผลิตเนื้อหา รูปภาพ คลิปวีดีโอ เพื่อดึงดูดให้มีจำนวนการเข้าชมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากเปรียบเทียบกับ SEM หรือ Search Engine Marketing ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์โดยการซื้อพื้นที่โฆษณา เพื่อให้อยู่ในอันดับต้น ๆ เช่น 5 อันดับแรกของหน้าต่างการสืบค้นใน Yahoo และ Google จะเห็นได้ชัดว่า SEM เพิ่มยอดเข้าชมและยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเร็วและมากกว่า

2. ค่าใช้จ่าย

การทำ SEO สามารถทำได้ด้วยเจ้าของเว็บไซต์เพียงคนเดียว จึงเรียกได้ว่าไม่มีค่าใช้จ่ายในการจ้างคนหรือหากจำเป็นต้องจ้างอาจจะใช้บริการจ้างทีมงานมืออาชีพ เพื่อการเขียนบทความ ถ่ายภาพและทำสื่อโฆษณาและทำคลิปวีดีโอต่าง ๆ ประกอบ หลังจากการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันมีโครงสร้างของเว็บไซต์สำเร็จรูปที่ใช้งานได้ที่เพียงพอต่อการใช้งานโดยทั่วไปแล้ว

ส่วนการทำ SEM ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น จากการประมูลพื้นที่โฆษณาในอันดับต้น ๆ และเมื่อมีการคลิกจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเข้าไปในเว็บไซต์ผ่าน link ที่โฆษณา ก็จะทำให้เกิดการคำนวณค่าใช้จ่าย ที่จะต้องชำระให้แก่ทาง Search Engine แบบ Pay Per Click ตามมา

3. ความสม่ำเสมอในการดูแล

การทำ SEO อยู่ที่ตัวของเจ้าของเว็บไซต์เอง ซึ่งหากมีการทำอย่างต่อเนื่องจะเห็นผลที่ชัดเจนทั้งด้านยอดขายและผู้ติดตามเว็บไซต์มากขึ้น โดยที่ยังควบคุมค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

การทำ SEM ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น

ส่วนการทำ SEM หากมีต้นทุนที่จำกัด ควรจะทำเป็นจังหวะช่วงเวลาเพื่อกระตุ้นยอดขายตามสถานการณ์เช่น เมื่อมีการออกสินค้ารุ่นใหม่ มีการจัด Event หรือจัดโปรโมชั่นปลายปี ฯลฯ การทำ SEM ก็ไม่ต้องดูแลในเรื่องรายละเอียด เพียงตั้งค่าไว้กับโปรแกรมโฆษณาของ Search Engine ก็จะทำงานอัตโนมัติและเรียกเก็บเงินเมื่อถึงกำหนด

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO และ SEM มีทั้งข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน นักธุรกิจที่ต้องการประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์มีชื่อเสียงติดตลาด สามารถเลือกทำวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือจะใช้วิธีการแบบผสมผสานให้เสริมจุดแข็งร่วมกันเพื่อช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเจริญก้าวหน้าได้ดียิ่งขึ้นก็ได้

การที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถติดอันดับการค้นหาจาก Search Engine ในระยะเวลาสั้นๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากคุณไม่ใช่เจ้าบุญทุ่มที่มีเงินหนาในการซื้อโฆษณาหรือจองพื้นที่ลำดับต้นๆจากทาง Google ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อันดับการเปลี่ยนแปลงในหน้าแรกๆ จะขยับสับเปลี่ยนไปตามความนิยมของคนที่ค้นหา แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณซึ่งอุตส่าห์สร้างมากับมือกลับต้องลื่นไหลหล่นไปอยู่ลำดับท้ายๆ หรือ เปลี่ยนไปอยู่หน้าหลังๆ ได้ทุกวันคงไม่ใช่เรื่องที่เป็นปกติเท่าไรนัก อาจเพราะเว็บของคุณเองทำ SEO ไม่ถูกวิธีจนต้องโดนทาง Google ลงโทษ ลดความสำคัญลงไปในลำดับท้ายๆ หรือ โดนแบน นั่นเอง

มีวิธีใดบ้างที่คุณเผลอไปทำจนให้ Google แบนคุณได้

1.เว็บร้าง ขาดการอัปเดต อาจเพราะแรงจูงใจในการทำเว็บไซต์ของคุณหมดลงหรือหมดไฟในการหาข้อมูลมาอัปเดตเว็บไซต์อยู่เสมอๆ หรือไม่จึงทำให้ Google ค่อยๆ ลดความสำคัญของเว็บคุณลงไป เพราะ Google เองต้องการข้อมูลที่อัปเดตอยู่ตลอดเวลา รวมถึง Google ก็มีบอทในการตรวจสอบเว็บไซต์ หากตรวจพบว่าเว็บของคุณขาดการอัปเดตในเนื้อหาหรือปล่อยร้างไปนานรับรองได้เลยว่า อันดับการค้นหาของคุณต้องไหลรูดอย่างแน่นอน ฉะนั้นแล้วหมั่นควรอัปเดตเนื้อหาและบทความให้ใหม่อยู่เสมอ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจใหม่เพื่อไม่ให้หมดไฟในการทำเว็บไซต์ด้วยนะ

2.Copy หรือ เอาข้อมูล รูปภาพ จากเว็บอื่นมาลง แน่นอนที่สุดที่สมควรต้องโดนแบน เพราะการละเมิดข้อมูลของคนอื่นถือว่าเป็นความผิดอย่างมาก ซึ่งทางเจ้าของเว็บที่โดน Copy มาสามารถที่จะแจ้งเรื่องหรือร้องเรียนไปยัง Google ผ่านช่องทาง Copyright Removal ทาง Google ก็จะทำการตรวจสอบและลบเว็บไซต์นั้นออกจากระบบการค้นหาของทาง Google โดยทันที หากไม่อยากโดนลบโดนแบนจากทาง Google แล้วควรให้เครดิตเจ้าของข้อความหรือรูปภาพด้วยการทำ Backlink กลับไปยังเว็บไซต์ที่คุณนำบทความมาจะดีที่สุด

3.เว็บไซต์โดนแฮ๊ก การที่เว็บไซต์โดนแฮ๊กนั้นอาจมีด้วยกันหลายแบบ เช่น การแก้ไขข้อมูลในเว็บคุณโดยนำข้อมูลอื่นมาใส่แล้วทำลิงก์ออกไปเว็บข้างนอก, การฝังไวรัสหรือมัลแวร์ในเว็บของคุณ ซึ่งทาง Google เองจะขึ้นข้อความเตือนผู้ที่ทำการค้นหาผ่าน Search Engine ว่าเว็บนี้อาจมีไวรัสหรือไม่ปลอดภัย เป็นต้น

4.SPAM หรือการโพสข้อมูลซ้ำๆ การขายสินค้าโดยการโพสข้อมูลบ่อยๆ บางครั้งอาจไม่ใช่ผลดีเสมอไป อย่างการไปฝากลิงก์กับเว็บภายนอก ซึ่งทางบอทของ Google เองอาจมองดูว่าเป็นการทำ SPAM Backlinks เมื่อโพสบ่อยๆ ขึ้นก็อาจส่งผลให้อันดับตกลงเร็วไปด้วย

5.ตกแต่งรูปและสคริปต์ภายในเว็บมากเกินไป Google มี Engine ตัวหนึ่งที่คอยตรวจจับเว็บไซต์ที่ตอบสนองต่อการโหลดหน้าเว็บไซต์นั้นๆ ว่าช้าหรือเร็วมากน้อยแค่ไหน การที่คุณใส่รูปที่มีขนาดใหญ่หรือสคริปต์ที่ตกแต่งเว็บให้มีขนาดใหญ่เกินไปทำให้อัตราการโหลดหน้าเว็บไซต์ช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้อันดับในการค้นหาเว็บไซต์ของคุณตกลงแน่นอน คอยหมั่นตรวจสอบ Page Speed จากเครื่องมือ Google Page Speed Insights เพื่อคอยปรับปรุงความเร็วของการโหลดหน้าเว็บอยู่เสมอ

มีวิธีใดบ้างที่คุณเผลอไปทำจนให้ Google แบนคุณได้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะไม่ทำ SEO ที่ไม่ดีตามที่กล่าวมานี้ ซึ่งจะส่งผลให้มีการลดอันดับเว็บไซต์ของคุณได้ เพราะนอกจากอันดับที่ลดลงแล้วนั้นยังมีความน่าเชื่อถือที่ลดหายลงไปด้วย ทำในสิ่งที่ถูกและขยันอัปเดตเนื้อหาใหม่ๆอยู่เสมอ รับรองได้เลยว่าเว็บไซต์ของคุณจะยังคงติดอันดับหน้าค้นหาของทาง Google อย่างแน่นอน

YOAST SEO คืออะไรและใช้อย่างไรถึงช่วยให้เว็บไซต์อันดับดี

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยจะมีการเขียนบทความโดยใช้คีย์เวิร์ด SEO ที่ตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Search Engine วิเคราะห์ว่าเป็นบทความที่มีคุณภาพดี ทำให้ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ดีขึ้น

YOAST SEO เป็น Plugin ที่ใช้สำหรับเว็บไซต์ที่ใช้ Word Press ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์ได้ว่าบทความนั้นมีคุณภาพดีพอสำหรับการโพสต์หรือยัง ซึ่งจะมีการแสดงผลขณะแก้ไข เป็นดวงไฟสีแดง สีเหลือง สีเขียว มีความหมายว่า ยังไม่ดีต้องมีการแก้ไข (สีแดง) พอใช้ (สีเหลือง) และดีแล้ว (สีเขียว) ทำให้สามารถนำบทความไปใช้ได้อย่างมั่นใจขึ้น

ขั้นตอนการใช้งาน YOAST SEO

1. หลังจากดาวน์โหลด Plugin นี้ลงในคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ให้เตรียมบทความมาทดสอบ โดยควรมีการใช้คีย์เวิร์ด 1 คำหลักเท่านั้น

2. เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา ให้ดูที่บริเวณด้านล่าง ให้ใส่ Keyword ที่เราเลือกเขียนในบทความลงไปในช่องที่เขียนว่า Focus Keyword แล้วไฟสีเขียวจะสว่างขึ้น หลังจากนั้นให้ทำการปรับแก้ไขในแต่ละจุดตามที่โปรแกรมแนะนำ

3. โดยทั่วไปแล้ว Yoast SEO จะวิเคราะห์เริ่มจากความยาวของชื่อเรื่องที่คำว่า Edit Snippet ที่ต้องใช้คีย์เวิร์ดเดียวกับใน Focus Keyword ของข้อ 2 ซึ่งถ้าชื่อสั้นหรือยาวเกินไป ไฟจะเป็นสีแดง ก็ควรแก้ไขจนกว่าไฟจะเป็นสีเขียว

4. ในส่วนของเนื้อหา ควรทำให้ทุกย่อหน้ามี Focus Keyword เดียวกับข้อ 2 และมีความยาว 300 คำขึ้นไป (แต่ละย่อหน้าไม่เกิน 5 บรรทัด) ถึงจะมีโอกาสเป็นไฟเขียว

5. ส่วนของรูปภาพประกอบ ควรจะมีอย่างน้อย 1 รูปขึ้นไป โดยใส่ Focus Keyword ในช่อง Alt Text จำนวน 1 รูปด้วย

6. ควรมีการค้นคว้าเพิ่มลิงค์จากเว็บไซต์อ้างอิงลงในบทความด้วย เพราะจะช่วยให้ไฟเขียวมากขึ้น ส่วนการลิงค์ไปหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของเราเอง หรือการทำไฮเปอร์ลิงค์ ให้เลือกที่ตำแหน่ง Visual Text  Editor

7. ควรใช้รูปแบบตัวอักษรหลาย ๆ แบบ เช่น ตัวหนา ตัวเอียง เพิ่มคู่กับการแปะลิงค์คลิปวีดีโอ ซึ่ง YOAST SEO จะนำมาวิเคราะห์คุณภาพบทความให้ไฟเขียวด้วย

8. เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้เป็นไฟเขียว ก็แสดงว่ามีโอกาสสูงที่บทความจะถูกวิเคราะห์จาก Search Engine ให้มีคุณภาพดีด้วย ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสถูกจัดอันดับใน Google และ Yahoo ได้ตำแหน่งต้น ๆ

อย่างไรก็ตาม Yoast SEO เป็นตัวช่วยหนึ่งเท่านั้น การจัดอันดับเว็บไซต์ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ Search Engine ใช้อีก คนทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์จึงต้องพัฒนาเว็บไซต์ในด้านอื่น ๆ ด้วย

YOAST SEO คืออะไรและใช้อย่างไรถึงช่วยให้เว็บไซต์อันดับดี

สิ่งที่ทุกคนควรรู้ ก่อนการทำ SEO

การทำเว็บไซต์ออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะทำให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมียอดการขายเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากการเชื่อมโยงด้วยระบบอินเตอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วในการส่งข้อมูล ซึ่งการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยการทำ SEO หรือ search engine Optimization เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะจะทำให้ถูกจัดอันดับดีขึ้นจาก Search Engine เพิ่มโอกาสประสบการณ์ขายสินค้าและมีลูกค้ามากขึ้นได้

ก่อนการทำ SEO นักธุรกิจออนไลน์ควรจะทำการศึกษาในประเด็นต่อไปนี้

1.Keyword

Keyword ที่จะใช้ในการทำ SEO ควรจะมาจากการวิจัยแล้วพบว่าเป็นคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณนิยมพิมพ์ใน Google Search เพื่อสืบค้นหา เช่น ที่พักจังหวัดสงขลา โฮมสเตย์สงขลา รีสอร์ทเชียงใหม่ เป็นต้น หากเลือก keyword ได้ถูกต้องก็จะทำให้เมื่อลูกค้าสืบค้น จะมีโอกาสเห็นข้อมูลจากเว็บไซต์คุณก่อนคู่แข่งธุรกิจเจ้าอื่นได้

2. ตำแหน่งในการใส่ keyword

ควรใส่ keyword ในตำแหน่งต่าง ๆ ของเว็บไซต์อย่างเหมาะสม ได้แก่

– ในบทความ ควรใส่ keyword อย่างน้อย 2 ถึง 3 ครั้งกระจายทั่วไป ทั้งบทนำ กลางเนื้อหาและสรุป และไม่ควรจะยัดเยียด Keyword ลงไปจนอ่านข้อความแล้วไม่เป็นธรรมชาติ

– ส่วน Meta-Description จะเป็นการสรุปว่าในหน้าเพจนี้อ่านแล้วจะได้เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง

– ใส่ในชื่อ URL Address เพื่อทำให้ตรงกับเนื้อหามากขึ้น

3. เสริมประสิทธิภาพของ SEO ด้วยการทำ Google AdWords กรณีที่ต้องการให้เว็บไซต์ติดตลาดเร็ว มีการแสดงในหน้าต่างการโฆษณาได้อย่างแน่นอน เพื่อให้เพิ่มโอกาสการขายสินค้าและบริการได้อย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำ Google AdWords ควบคู่ไปกับการทำ SEO ด้วย

โดย Google AdWords ก็จะเป็นการซื้อพื้นที่โฆษณาหรือประมูลพื้นที่ด้านบนของหน้าจอการสืบค้น แต่หากมีคู่แข่งที่ใช้ keyword เดียวกันเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงขึ้น ทั้งนี้เมื่อมีการคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ทุกครั้งนั้น เจ้าของธุรกิจก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ Search Engine ด้วยซึ่งเรียกการคิดค่าใช้จ่ายแบบนี้ว่า Pay Per Click

4.การสร้างลิงก์เชื่อมโยงหรือ Backlink จะมีประโยชน์ในการเพิ่มจำนวนฐานลูกค้าจากเว็บไซต์ภายนอกได้ เช่น หากคุณไปตอบคำถามเอาไว้เกี่ยวกับการเลือกซื้อแอร์ปรับอากาศและแปะลิงก์ของเว็บไซต์คุณไว้ (โดยที่คุณทำบริษัทขาย เครื่องปรับอากาศอยู่) ก็จะทำให้มีโอกาสที่ผู้อ่านการตอบคำถามของคุณ จะคลิกเข้ามาตามลิงก์ที่คุณให้ไว้นั่นเอง จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่มากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีเทคนิคที่หลากหลาย เป็นสิ่งที่นักทำธุรกิจออนไลน์ควรจะศึกษาก่อนการเริ่มธุรกิจ จึงจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ดี

สิ่งที่ทุกคนรู้ ก่อนการทำ SEO

เทรน website SEO 2019 ที่ทำตามแล้ว จะประสบความสำเร็จ

นักธุรกิจออนไลน์ล้วนต้องการหาเทคนิคที่ทำให้มีผู้ติดตามและสืบค้นพบเว็บไซต์ตัวเองเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างค้นหาของ search engine อย่าง Google เพื่อให้มีโอกาสเพิ่มยอดขาย ประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ลงทุน ในบทความนี้เราได้รวบรวมเทรนด์การทำเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 ที่กูรูแนะนำมาฝาก ใครทำก่อนก็มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จก่อนด้วยเช่นกัน จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

เทรน website SEO 2019 ที่ทำตามแล้ว ประสบความสำเร็จ

ความก้าวหน้าของ Voice Search ส่งผลต่อ keyword ในการค้นหา

การใช้ Voice Search หรือการหาสิ่งที่ต้องการด้วยคำสั่งเสียง เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะเป็นวิธีลัดสั้นกว่าการพิมพ์แป้นกดอย่างมาก จะสังเกตเห็นว่าใน Google Search Google Assistant หรือ บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Microsoft Apple จะมีช่องทางให้หาข้อมูลด้วยการใช้คำสั่งเสียง และมีการคาดคะเนว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ราว 50% ในการค้นหาจะมาจากการใช้ Voice search นี้

ดังนั้น เทรนด์การทำ Content SEO จึงต้องหันไปใช้ keyword ที่เป็น long-Tail keyword มากขึ้น ไม่ควรใช้ Short-Tail keyword อย่างในอดีต เพราะทุกการสืบค้นจะมาพร้อมกับบริบทหลาย ๆ อย่างที่ลูกค้าต้องการแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น อดีตจะใช้ Short Tail keyword ว่า ร้านชาบู ดอกไม้ แต่ต่อไป ก็ควรปรับเป็น long Tail keyword อย่าง “ร้านชาบู กรุงเทพ อร่อย ราคาถูก” “ ร้าน ดอกไม้ ออนไลน์ รับปริญญา ราคาถูก” เป็นต้น

การใช้ AI ในการวิเคราะห์คุณภาพเว็บไซต์ SEO

ในปี 2019 ทุกท่านควรเพิ่มในส่วนของ snippet เช่น Meta Description ที่เป็นการสรุปโดยย่อของเนื้อหาทั้งหมดเช่นจาก 1,500 คำ สรุปกระชับให้สั้นเหลือแค่ 100 คำ ในส่วน Description เพื่อให้บทความในเว็บไซต์ถูกประมวลผลด้วยระบบ algorithm จาก search engine ง่ายและฉับไว อันทำให้ถูกจัดอันดับที่ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ห้ามมองข้ามเรื่องของปัญญาประดิษฐ์เด็ดขาด เพราะในปี 2019 search engine อันดับต้นของโลกก็ได้มีการ นำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์อย่างแม่นยำและในสัดส่วนที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น rank brain ช่วยในการวิเคราะห์ และตีความหมายของบทความ ภาพประกอบ และสื่อมัลติมิเดีย ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ว่าสอดคล้องกับ keyword ใด เมื่อมีผู้ใช้ Google สืบค้นก็จะนำเสนอผลที่ได้จากการประมวลผลออกไป ดังนั้นผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO ต้องติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI อย่างใกล้ชิด

ในปี 2019 การพัฒนาเว็บไซต์ SEO จึงไม่ควรมองข้ามเทรนด์ที่เราได้กล่าวมา เราเชื่อว่าหากคุณได้ติดตามเทรนด์อย่างต่อเนื่อง ก้าวทันเทคโนโลยียุค 5g คู่กับการผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของลูกค้า ก็ย่อมมีเปอร์เซ็นต์ประสบความสำเร็จได้สูง มีผู้ติดตามเป็นลูกค้าประจำมากขึ้นและแน่นอนว่าจะสัมพันธ์กับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย “คิดใหม่ทำใหม่ เริ่มต้นก่อนใคร ก็มีสิทธิ์รวยกว่าด้วย”

เทรน website SEO 2019 ที่ทำตามแล้ว