seo no rank

หลายเว็บไซต์ไม่ประสบความสำเร็จในการผลักดันเว็บให้ติดอันดับผลการค้นหาหน้าแรกของ Google ทั้งที่ลองทำตามเทคนิคที่แนะนำกันมาแล้ว แต่ยังติดอันดับหน้าแรกไม่ได้ เกิดจากปัญหาอะไรกันแน่และควรปรับแก้ไขอย่างไร เรามาหาคำตอบไปด้วยกัน

การทำ SEO ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

เพราะการจัดอันดับของเสิร์จเอนจินขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่มีต่อเว็บไซต์ ไม่เฉพาะการออกแบบเว็บไซต์ที่มีประโยชน์และสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับผู้เข้าใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องมีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่าย มีการเชื่อมโยงกันและเชื่อมโยงกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีคุณภาพ และบทความที่มีเนื้อหาน่าอ่านและข้อมูลทันสมัยด้วย ตลอดจนการแสดงผลบนมือถือที่เป็นอีกจุดสำคัญในปัจจุบัน แม้ว่าจ้างทีมงานมืออาชีพมาช่วยออกแบบเว็บไซต์และทำ SEO ให้ แต่การพิจารณาความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ยังคงต้องใช้เวลาสำหรับการประเมินพอสมควร

จำนวนคนเข้าใช้งานเว็บไซต์ไม่มากพอ

ทุกวันนี้มีบริการทำ SEO ให้เลือกมากมาย จ้างคนมีความรู้และประสบการณ์มาทำแทนจะส่งผลดีให้เว็บไซต์ได้รับความสนใจมีผู้เข้าชมจำนวนมากขึ้น ซึ่งจะสร้างกระแสบวกทำให้ได้รับการประเมินอันดับที่ดีขึ้นจากเสิร์จเอ็นจิน สาเหตุที่จำนวนผู้ใช้งานไม่มากส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย การเลือกคีย์เวิร์ด การเขียนบทความ หรือแม้แต่การเลือกรูปภาพลงในเว็บไซต์ไม่สอดคล้องกับความสนใจ ลูกค้าจึงไม่คลิกเข้าไปในเว็บ การเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงใจหรือเลือกรูปภาพที่ดึงดูดจะกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายสนใจเข้ามาดูเว็บไซต์มากขึ้น แม้ว่ายังพิสูจน์ได้ไม่ชัดเจนว่าจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ส่งผลต่ออันดับมากน้อยแค่ไหน รู้ไว้ข้อนึงว่ายิ่งเว็บมีคนเข้าเยอะ แม้จะมาจากคำค้นหาย่อยรวมๆกัน แต่มันจะช่วยดันคีย์หลักได้ไวยิ่งขึ้น ทำให้เราอาจเห็นหลายเว็บไซต์มีการโปรยคำรอง เช่น สเต็ป69 บอลเสต็ป บอลเด็ด แทนที่จะใช้ทำอันดับแต่คำว่าวิเคราะห์บอลเพียงอย่างเดียว เท่าที่ผ่านมาพบว่าเว็บไซต์ที่คนรู้จักมากมักจะติดอันดับที่ดีเสมอ ยิ่งคนเข้ามามากโอกาสเสนอขายก็เพิ่มมากขึ้น ปิดยอดขายได้อย่างรวดเร็วง่ายดายด้วย

หลักการถูกต้องแต่ไม่เหมาะกับธุรกิจทุกประเภท

การทำ SEO ของธุรกิจแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกัน หากจะใช้หลักการเดียวกันทั้งหมดก็คงไม่ได้มีผลเท่าเทียมกันหรือพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น การเลือกคีย์เวิร์ดของสินค้าหรือบริการ ในแต่ละเว็บไซต์ยังเลือกใช้คีย์เวิร์ดแตกต่างกัน บางคำใช้ดี บางคำใช้ไม่ได้ผล บางเว็บจำเป็นต้องใช้คีย์เวิร์ดยาวเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น การทำ SEO บางครั้งก็ต้องลองผิดลองถูกบ้าง เช็กคีย์เวิร์ดในเว็บคู่แข่งที่ประสบความสำเร็จว่ามีคำใดที่มีการแข่งขันสูงและมีผลต่อธุรกิจมาก สามารถนำมาใช้ได้ผลกับธุรกิจในตลาดเดียวกัน ถ้าบรรดาคู่แข่งล้วนเป็นผู้นำตลาด ซึ่งหากเราเป็นธุรกิจมาใหม่ก็อาจไม่สามารถเทียบรุ่นได้ในระยะเวลาอันสั้น การจ้างมืออาชีพในช่วยทำ SEO ให้จะไม่เสียเวลาและไม่เปลืองแรง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพและโฟกัสเฉพาะการทำธุรกิจแทน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ลองวิเคราะห์ปัญหาทั้ง 3 ข้อข้างต้นว่าเข้าข่ายทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ติดอันดับผลการค้นหาหรือไม่ อย่ากังวลมากจนตั้งใจทำเรื่องที่ผิดกฎของเสิร์ชเอ็นจิ้น การทำตามกติกาและปรับแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้จะช้าแต่ไม่เสี่ยงถูกลงโทษถอดออกจากดัชนีผลการค้นหา

7 สายงาน Online Marketing ที่โลกออนไลน์ต้องการ

“อินเทอร์เน็ต” เครือข่ายที่มีความจำเป็นต่อการศึกษา การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้สายงานที่มีความเกี่ยวข้องกับ Online Marketing หรือการตลาดออนไลน์เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยประโยชน์ในการทำการตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย Online Marketing แต่ยังสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก Online Marketing เป็นการทำการตลาดด้วยการนำข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายมาสร้างเป็น Content แบบที่กลุ่มเป้าหมายต้องการและส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ทำให้สายงาน Online Marketing จึงเป็นสายงานที่ตลาดแรงงานต้องการ

7 สายงาน Online Marketing ที่โลกออนไลน์ต้องการ

  1. Digital Marketing เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนกลยุทธ์การใช้งาน Social media และสื่อออนไลน์อื่น ๆ เป็นหลัก โดยคุณสมบัติของผู้ทำงานควรมีความรู้เรื่องการลงโฆษณา (Ads), ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Search Engine Optimization (SEO), Google Analytics และควรมีความรู้เชิงลึกใน Social media
  2. Content Creator เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนคอนเทนต์ ผลิตคอนเทนต์ และเผยแพร่คอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ บทความหรือ infographic โดยต้องมีความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมด้วย
  3. Content Writer ตำแหน่งงานที่ต้องทำงานร่วมกับ Content Creator โดยมีหน้าที่หลักในการผลิตงานเขียนที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น การเขียน Caption, การเขียนคำโฆษณา หรือการเขียนบทความให้ความรู้ เป็นต้น เพื่อสร้างปริมาณการเข้าถึง Social media หรือ Website อย่างมีคุณภาพ 
  4. Graphic Designer สำหรับงานด้านกราฟิกเป็นงานที่ได้รับความสนใจจาก Digital Marketing มาเป็นเวลานาน เนื่องจากเป็นงานที่ช่วยให้การสร้างสรรค์เนื้อหามีความน่าสนใจมากขึ้น
  5. Data Analytics สายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อส่งต่อให้ สายงาน Online Marketing ที่เกี่ยวข้องนำไปต่อยอดและใช้ในการขยายโอกาสทางธุรกิจต่อไป โดยส่วนใหญ่จะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการหาข้อมูลธุรกิจเชิงลึก
  6. SEO Specialist ตำแหน่งงานที่มีความรู้เกี่ยวกับการทำ Search Engine Optimization (SEO) ในระดับเชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาช่องการ Social media หรือ Website ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ซึ่งช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ โดยทำงานร่วมกับ Content Creator, Content Writer, Data Analytics และตำแหน่ง Online Marketing อื่น ๆ
  7. Website Designer ตำแหน่งออกแบบเว็บไซต์เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการจัดวางโครงสร้างของเว็บไซต์ให้สะดวกและตอบโจทย์การใช้งาน รวมถึงสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลัก SEO ซึ่งให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับ 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นทำงานในวงการ Online Marketing ควรศึกษาเกี่ยวกับการทำ SEO เบื้องต้น เพราะทุกสายงานใน Online Marketing มักต้องทำงานเกี่ยวข้องกับการทำ SEO ทั้งสิ้น ซึ่งนอกจากสายงานทั้ง 7 อาชีพที่แนะนำข้างต้น ยังมีสายงานเกี่ยวกับ Online Marketing อีกมากมายที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในไทยและต่างประเทศ

การศึกษาและการเรียนรู้ก็เป็นอีกแนวหนึ่งทางที่จะช่วยให้เราได้เข้าใจถึงการบริการรับลงโฆษณาและเหตุผลสำคัญว่าทำไมการโปรโมทเว็บหรือเฟสบุ๊คแฟนเพจถึงมีความสำคัญสำหรับธุรกิจในยุคสมัยนี้ ที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวม และยังช่วยให้ตัดสินใจเดินหน้าต่อ เพื่อความก้าวหน้าของธุรกิจ

1. งบประมาณน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้เกินคาด : เงินลงทุนคือสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องวางแผนจัดระเบียบให้ถูกวิธี รวมถึงการเข้าร่วมโฆษณาตลาดออนไลน์ด้วย ถ้าหากเทียบกับการลงสื่ออื่นๆ เช่น หนังสือพิมพ์แล้ว ในการใช้บริการรับโปรโมทเว็บผ่านสื่อเฟสบุ๊คนั้นจะมีการลงทุนที่ใช้เงินทุนน้อยกว่า เพราะว่าผู้คนในสมัยนี้ใช้เวลาอยู่โลกออนไลน์เป็นหลัก

2 .เข้าถึงง่ายครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย : เว็บไซต์และเฟสบุ๊คในยุคสมัยนี้สามารถเชื่อมต่อและเข้าถึงกันได้ง่าย เป็นสื่อทรงอิทธิพลที่มีผู้คนมากมายให้ความสนใจและล็อคอินเข้ามาเพื่อติดตามข่าวสารทุกวัน ทำให้เราสามารถบริหารจัดการและกระจายเกี่ยวกับธุรกิจให้ผู้คนสามารถรับรู้ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม นับว่าเป็นการครอบคลุมเป้าหมายได้อย่างถูกหลัก

3. การดำเนินการที่ง่ายสะดวก : การใช้บริการรับลงโฆษณานั้นประหยัดเวลาและสะดวกรวดเร็ว แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ต้องไล่แจกโบรชัวร์ โปรโมทผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ หรือแปะป้ายโฆษณาตามทางเดิน เป็นต้น นอกจากจะขายของได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถอัปเดตข้อมูลได้ด้วยตนเอง ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีทั้งเราและลูกค้าที่เข้ามารับชมบนหน้าเว็บ

4.เห็นผลรวดเร็ว : การทำตลาดออนไลน์และ Backlink สายเทา สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อผ่านโลกอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมาก ทำให้สิ่งที่เราต้องการขายและนำเสนอนั้นเข้าถึงผู้คนได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน อีกทั้งยังสามารถรับลงโฆษณาได้และกำหนดจำนวนได้ด้วย โดยกลุ่มเป้าหมายและมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก

5. เพิ่มลูกค้าได้อย่างยั่งยืน : เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก ช่วยให้ผู้คนสามารถค้นหาและติดตามธุรกิจของเราได้ตามที่ต้องการ เต็มไปด้วยความสะดวกสบายมีคุณภาพ โดยการรับทำ Seo สายเทาเห็นผลได้จริงและมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจของเราเปิดเว็บแทงบอลออนไลน์ มีการแจกทีเด็ดฟรีและวิเคราะห์บอลให้ครบพร้อม เมื่อมีคนเสิร์ชคำว่า “ทีเด็ดบอล” หรือ “วิเคราะห์บอล” ใน Google แล้ว การทำ Seo จองเราจะช่วยผลักดันให้เว็บแทงบอลของเรานั้นขึ้นมาอยู่ที่หน้าแรกของการเสิร์ช ทำให้ธุรกิจของเรากลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของคนเสิร์ชเป็นอันดับต้นๆ

ความผิดพลาดที่ทำให้การทำ SEO ไม่เวิร์ค

องค์ความรู้หลัก ๆ ของการทำ SEO เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในวงการพัฒนารูปแบบเว็บไซต์รู้ไม่แตกต่างกัน สิ่งที่แตกต่างกันคือประสบการณ์และไอเดียใหม่ ๆ ที่ใส่ลงไปในการทำงาน และคำว่าประสบการณ์นี่เองที่ทำให้คนทำ SEO มือเก่าที่ผ่านความผิดพลาดมาก่อนได้เปรียบคนทำ SEO มือใหม่ที่ยังผ่านงานมาน้อย แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับมือใหม่ หากคนที่สนใจการทำ SEO เข้าใจว่าอะไรบ้างที่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในการทำ SEO

ความผิดพลาดที่ทำให้การทำ SEO ไม่เวิร์ค มีดังนี้

1. ไม่รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ

ข้อผิดพลาดที่คนทำ SEO มักจะพลาดกันอยู่เสมอ คือ ความไม่เข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายจนทำให้กำหนดคีย์เวิร์ดและรูปแบบคอนเทนต์ผิดพลาด ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวใจหลักที่ทาง Google ให้ค่าคะแนนในการจัดอันดับสูงเป็นลำดับต้น ๆ

2. บทความไร้คุณภาพเกินไป

การมุ่งเน้นการสร้างคอนเทนต์โดยให้ความสำคัญกับจำนวนและความถี่จนลืมเรื่องคุณภาพที่ดีของคอนเทนต์ คือข้อผิดพลาดที่สองที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ การนำงานเขียนใด ๆ มาคัดลอกหรือดัดแปลงเพียงเล็กน้อยมานำเสนอ จะถูกระบบอ่านว่านี่คือการก๊อบปี้ อันมีผลทำให้คะแนนการจัดอันดับการแสดงผลลดลง

3. เว็บไซต์ยุ่งเหยิงเกินไป

บางเว็บไซต์พยายามใส่อะไรลงไป เพื่อให้ดูมีเนื้อหา ทั้งรูปภาพจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวข้องหรือบทความที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้เข้าชม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เว็บไซต์ดังกล่าวดูสับสนในสายตาของผู้เข้าเยี่ยมชม จนสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้เกิดขึ้น ผลที่ตามมาคือการเข้าชมไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความต่อเนื่อง

4.ทำ ๆ หยุด ๆ

หลายครั้งที่การทำ SEO ได้ผลที่ดีจนเว็บไซต์สามารถขึ้นไปติดอันดับการแสดงผลหน้าแรก ๆ ของกูเกิ้ลได้สำเร็จ แต่ด้วยความผิดพลาดที่ไม่สานต่อการพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง เกิดการทิ้งช่วงของการทำ SEO ในเว็บไซต์ดังกล่าว สุดท้ายก็จะถูกเว็บไซต์อื่นที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุด แซงขึ้นมาจนอันดับการแสดงผลเว็บไซต์ของเราตกลงไปเรื่อย ๆ

5. ไม่กำหนดเป้าหมายการทำ SEO ตั้งแต่แรก

ทุกคนทราบดีว่าการทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกจัดอันดับการแสดงผลในหน้าแรกของ Google แต่การตั้งเป้าหมายแบบลอย ๆ เช่นนี้ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้เช่นกัน เช่น การไม่ระบุผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างแท้จริงว่าเป็นคำสั่งซื้อหรือแค่การพบเห็นเท่านั้น เมื่อทำ SEO ไปได้สักระยะจึงพบว่าเว็บไซต์ถูกแสดงผลในหน้าแรกตามที่ต้องการก็จริง แต่ไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่องค์กรต้องการตามมาเลย ซึ่งนั่นเท่ากับเราเดินไปข้างหน้า แต่เราเดินไปผิดทางมาตลอด

ความผิดพลาดในการทำ SEO เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกเว็บไซต์ หากเราหมั่นตรวจสอบด้วยความละเอียดรอบคอบอยู่เสมอ ข้อผิดพลาดเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง การทำ SEO ของเราก็จะมีโอกาสทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ตามต้องการ

เราควรทำ SEO ด้วยตัวเองหรือจ้างมืออาชีพดี

หนึ่งในคำถามที่เจ้าของเว็บไซต์จำนวนมากสงสัยก็คือ หากอยากทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ธุรกิจของตัวเอง เราควรทำด้วยตัวเองหรือเราควรจ้างมืออาชีพทำดีกว่า? คำตอบในเรื่องนี้มีรายละเอียดที่เราต้องศึกษาหลายอย่าง เพราะการทำ SEO มีสิ่งที่ต้องทำมากมายและใช้เวลาในการติดตามผลอยู่พอสมควร

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่เจ้าของเว็บไซต์ว่าการทำ SEO คือการปรับแต่งองค์ประกอบทุกอย่างของเว็บไซต์เพื่อให้ระบบอัลกอริทึมของ Search engine ซึ่งส่วนมากก็หมายถึงเว็บไซต์ google เป็นหลัก ทำการประมวลผลให้เว็บไซต์ธุรกิจของเราไปปรากฏในหน้าแรกของการแสดงผลเมื่อมีผู้ใช้งานทำการค้นหาหรืออย่างน้อยก็ไม่ควรแสดงผลเกินหน้าที่สอง

ดังนั้นการที่เจ้าของเว็บไซต์จะตัดสินใจว่าจะทำ SEO ด้วยตัวเองหรือจ้างมืออาชีพดีกว่า จึงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1.ประสบการณ์
หากคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์มือใหม่ ไม่เคยมีความรู้หรือมีประสบการณ์เข้าใกล้กับการทำ SEO มาก่อนเลยในชีวิต คำตอบสำหรับคำถามนี้ก็ง่าย ๆ เลย คือคุณควรจ้างมืออาชีพมาทำให้จะเป็นการดีที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียทั้งเวลาและทรัพยากรในการลองผิดลองถูก

2.ความรู้พื้นฐาน
การทำ SEO เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยองค์ความรู้หลากหลายอย่างทั้งด้านเทคนิคการประมวลผล เทรนด์ด้านการตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคและอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งหากเจ้าของเว็บไซต์ขาดความรู้พื้นฐานที่จำเป็นเหล่านี้ การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพก็เกิดขึ้นได้ยาก

3.งบประมาณ
แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ในการพิจารณาว่าจะลองทำ SEO ด้วยตัวเองหรือจะจ้างมืออาชีพมาทำให้ก็คือเราได้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้ไหม สำหรับการทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ของเรา เพราะการทำ SEO ก็ถือเป็นหนึ่งในการทำการตลาดที่ต้องมีต้นทุน เพื่อให้ได้ผลตอบรับกลับมาเป็นรายได้จากการขายหรือบริการที่นำเสนอออกไป

4.ความยากง่ายของธุรกิจ
เรื่องนี้เกี่ยวกับประเภทหรือเนื้อหาของเว็บไซต์ที่เราเป็นเจ้าของ ซึ่งแต่ละประเภทของเนื้อหาก็มีความยากง่ายในการทำ SEO แตกต่างกัน เว็บไซต์บางประเภทที่แข่งขันสูงใน Red ocean ก็จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวิเคราะห์เพื่อออกแบบการทำ SEO ให้ จึงจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่าที่จะทำเองหรือใช้บริการจากคนทำ SEO ทั่วไป

5.ผลตอบแทนที่คาดหวัง
การประมาณการเติบโตของลูกค้า ผู้เข้าชมหรือยอดขายผ่านเว็บไซต์คือสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกว่าจะทำ SEO ด้วยตัวเองหรือเลือกที่จะจ้างมืออาชีพมาทำให้ เพราะเรื่องนี้มีผลโดยตรงต่อการตอบรับของกลุ่มเป้าหมายที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการ ดังนั้นเป้าหมายคือสิ่งที่เราต้องกำหนดระยะเวลาว่าเราต้องการไปถึงจุดนั้นเมื่อใด

ไม่ว่าเราจะเลือกทำ SEO ด้วยตัวเองหรือเลือกที่จะจ้างมืออาชีพมาทำให้ สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำก็คือเราต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า SEO คืออะไร ? มีความสำคัญกับการทำเว็บไซต์ของเราแค่ไหน ? ควบคู่กับการไม่หยุดยั้งพัฒนาธุรกิจของเราด้วย

3 ประเด็นที่ต้องใส่ใจ หากจะทำ SEO และ SEM

SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากทั้งคู่ในปัจจุบัน เพราะการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่การจองซื้อรถยนต์ยังเกิดขึ้นบนเว็บไซต์มากมาย อัตราการแข่งขันทางการตลาดโลกออนไลน์จึงสูงขึ้นมาในสินค้าทุกประเภท เรามาดูกันว่า มีประเด็นใดบ้างที่ต้องใส่ใจหากจะทำ SEO และ SEM

ประเด็นที่ 1 การเข้าถึงลูกค้า
ตามหลักการ SEO แล้ว คีย์เวิร์ดเป็นเหมือนหัวใจในการเข้าถึงลูกค้า เพราะทุกบทความบนเว็บไซต์ต้องมีคีย์เวิร์ดที่เป็นแก่นของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแนวรีวิวสินค้า ความรู้เชิงวิชาการทางแพทย์ กฎหมาย แฟชั่น ฯลฯ ส่วน SEM เป็นเทคนิคประชาสัมพันธ์ทางการตลาดออนไลน์ ที่ไม่ได้มาจากการจัดอันดับของคุณภาพเว็บไซต์ SEO โดยตรง แต่เป็นการซื้อพื้นที่โฆษณา ที่ต้องมีการประมูลสำหรับคีย์เวิร์ดเดียวกันกับ SEO เพื่อได้พื้นที่ประชาสัมพันธ์ด้านบน ๆ ของหน้าจอ google โดยต้องจ่ายแบบ Pay Per Click ตามจำนวนครั้งการคลิกเข้าไปชมอีกด้วย

ประเด็นที่ 2 ตัววัดความสำเร็จ
เว็บไซต์ที่ทำ SEO อาจจะไม่จำเป็นต้องมีสินค้าและบริการโดยตรงแบบการขายของบน Lazada Shopee ก็ได้ เพราะสิ่งตอบแทนจากการเข้าเว็บไซต์อาจเป็นในแง่อื่น ๆ ตามวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ของการสร้างเว็บนั้น ๆ เช่น เพื่อเพิ่มชื่อเสียงแก่แบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้อยากมาตรวจสุขภาพและฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล ทั้งยังคาดหวังว่าผู้อ่านจะช่วยกันแชร์บอกต่อบทความไปแพลตฟอร์มอื่น อันทำให้เพิ่ม traffic ต่อหน้าเพจนั้น ๆ และท้ายที่สุด คือ การได้ค่าโฆษณาจาก Google adsense ในทางอ้อม ซึ่งเป็นแบบ passive income รายได้ไม่จำกัดตามคุณภาพ SEO ส่วนด้าน SEM เป็นกลยุทธ์ของเว็บไซต์ที่ต้องการเจาะตลาดลูกค้า เพื่อสร้างยอดขายไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ประเมินไว้แล้วว่ากำไรส่วนต่างที่เหลือต้องได้มากกว่าค่าโฆษณาที่เป็นต้นทุนค่อนข้างสูง

ประเด็นที่ 3 ความเชื่อมั่นต่อเว็บไซต์
ผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจออนไลน์อยู่แล้วย่อมรู้จัก SEO เป็นอย่างดี หากพิมพ์ใน Google แล้วพบเว็บไซต์ใด ๆ เรียงจากบนลงไปล่าง โดยไม่มีคำว่าโฆษณาติดอยู่ ย่อมหมายถึง คุณภาพเว็บไซต์ที่ดีมีเนื้อหาบทความที่น่าสนใจอันดับต้น ๆ 1 2 3 ย่อมเป็นประโยชน์กับผู้อ่านมากกว่าอันดับรองลงไปเรื่อย ๆ หรืออยู่ในหน้าหลัง ๆ ของกูเกิ้ล ส่วนบุคคลทั่วไปที่ค้นหาข้อมูลใน google เช่นพิมพ์คำว่า อาหารเสริม ก็แสดงถึงความสนใจอยากซื้อสินค้านั้น ๆ เป็นทุนเดิม จะไม่สนใจคำว่าโฆษณาใกล้ลิงก์เว็บไซต์ที่มาจาก SEM มักคลิกเข้าไปเพื่อหาข้อมูลที่ตนเองอยากอ่านและอยากดูโปรโมชั่นที่มี ณ ขณะนั้นเลย

กล่าวได้ว่า SEO และ SEM เป็นสิ่งที่คนทำการตลาดออนไลน์ต้องสนใจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ที่ต้องการควบคุมต้นทุนในยุค covid และ New Normal จากนี้ไป ที่ควรศึกษาทางด้านสถิติการตลาด คำนวณต้นทุนรายรับรายจ่ายที่เหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนขึ้น

5 ข้อควรระวังในการทำ SEO Content

SEO Content อาจเป็นคำที่คุ้นหูสำหรับผู้ที่ทำการตลาดออนไลน์ แต่สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น อาจต้องทำความรู้จักกับ SEO Content ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำการตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น SEO มาจากคำว่า Search engine optimization ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพให้เว็บไซต์ ถูกค้นพบด้วย Search Engine ต่าง ๆ อย่าง Google, Bing , Yahoo , Ask และ Baidu เป็นต้น โดยใช้ Keyword Content เป็นอาวุธซึ่ง Content ที่ว่านี้ค่ะภาพรวมของเนื้อหา เช่น ภาพ ตัวอักษร วีดีโอ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ใส่ไว้ในบทความ ด้วยรายละเอียดเหล่านี้จึงเป็นที่มาของข้อควรระวังในการทำ SEO Content ซึ่งมี 5 ข้อพึงระวัง ดังต่อไปนี้

1.ระวังไม่ให้ Content ขาดสารประโยชน์
เพื่อพื้นฐานสำคัญในการทำ SEO ในช่วงเวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เนื้อหาต้องมีประโยชน์ เพราะหาก Content นั้น ๆ มีข้อมูลและสารประโยชน์ต่อผู้อ่านก็จะเกิดการแชร์ต่อ ๆ กันไป และบางคนก็กลับมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทำให้เกิดการคลิกเข้ามาสู่เพจบ่อยขึ้น สิ่งนี้จะกระตุ้นให้อัลกอริธึมของ Google จัดอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นด้วย

2.ระวังเรื่อง Keywords
ซึ่งเป็นหัวใจหลักของบทความ โดยหลักการทำ SEO นั้นสามารถใส่ Keyword ได้ 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Broad, Broad Match Modifier, Phrase และ Exact โดยแต่ละประเภทมีการทำงานที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น Broad หมายถึงคีย์เวิร์ดประเภท “กว้าง ๆ” โดยโฆษณาของเว็บไซต์จะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Keyword ใส่ และคำที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่ใส่ลงไปในบทความ รวมถึงคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดนั้นด้วย เช่น Keyword คือคำว่า ‘รองเท้าผู้ชาย’ กรณีที่มีผู้ค้นหาด้วยคำว่า ‘รองเท้าผู้ชาย’ หรือ ‘รองเท้าแตะผู้ชาย’ Ad โฆษณาของเว็บไซต์ของคุณก็จะแสดงผลใน Search Engine ด้วยเช่นกัน

3.ระวังเรื่องความถี่ในการอัพเดท
สิ่งสำคัญสำหรับเว็บเพจจำหน่ายสินค้าออนไลน์ คือการอัพเดทข่าวสารข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำเสนอ Content ที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งหากขาดการอัพเดทข้อมูลของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ หรือรูปแบบกิจกรรมใหม่ ๆ ให้เคลื่อนไหวในระบบออนไลน์ Content ก็จะไม่ได้รับการพัฒนาให้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และไม่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการแรงกระตุ้นจากกกระแสโซเชียลดึงดูดเพื่อการตัดสินใจในการซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น

4.ระวังเรื่องจำนวนของภาพและคลิปวีดิโอ
หากภาพ หรือคลิปวิดีโอมีจำนวนมากเกินไปจะส่งผลให้การโหลดเข้าสู่เว็บไซต์ทำได้ช้า ซึ่งเท่ากับเป็นการเสียโอกาสในการค้นหาและการเข้าสู่เว็บไซต์ เพราะผู้บริโภคมีเวลาตัดสินใจไม่มากนักประกอบกับมีเว็บไซต์ของคู่แข่งให้เลือกชมอีกเป็นจำนวนมากนั่นเอง

5.ระวังเรื่อง Copy & Paste
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ SEO Content ขาดความน่าสนใจและตกอันดับจากหน้าเพจแรกของ Google ได้แก่ กรณีการทำ Copy&Paste นอกจากจะได้เนื้อหาที่ไม่เชื่อมต่อแล้ว ยังอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณหลุดจากอันดับต้น ๆ ในเพจแรกของ Google ได้แบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น การสร้าง SEO Content ที่มีประโยชน์และอัพเดทข่าวสารข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ติดตามเพื่อการเข้าถึงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันรูปแบบ Organic Reach แม้ว่าจะดูเรียบง่ายซึ่งมีข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าในระยะยาวนั้นการทำ SEO Content ให้มีคุณภาพตามแนวทางข้างต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์เพื่ออยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาในหน้าแรกของ Search Engine

อยากเก่งต้องตามให้ทันเทรนด์ SEO 2021

ยุคนี้ต้องยอมรับว่าชีวิตออนไลน์มาแรงเป็นอย่างมาก ดังนั้นการทำให้คอนเทนต์ให้ก้าวตามเทรนด์ SEO จึงถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์หรือหน้าเพจบน Facebook และสื่อโซเชียลต่าง ๆ ของคุณขึ้นไปติดอยู่อันดับต้น ๆ และกลายเป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นลองมาดูเทรนด์ของ SEO ในปี 2021 ที่จะทำให้คุณสร้างคอนเทนต์สุดปัง! ไปสู้กับคนอื่นได้ง่ายมากขึ้น ดังนี้

1.การจัดอันดับ
การจัดอันดับที่ Google นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์สำหรับการค้นหาเว็บไซต์ที่ถูกปรับเปลี่ยนมาใหม่ คือ Core Web Vitals ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่คนทำ SEO ยุค 2021 ควรรู้ไว้ ซึ่งเป็นการที่ Google จะให้ความสำคัญต่อประสบการณ์ของผู้ใช้เว็บไซต์เท่านั้น มาเป็นคะแนนเพื่อที่จะดึงให้เว็บหรือคอนเทนต์ของคุณก้าวเข้าส่การติดอันดับที่ดีที่สุด ซึ่งการให้คะแนนนี้จะมีทั้งคะแนนของ Content, คะแนนความเร็วในการตอบสนอง, คะแนนการทำงานที่มีความคล่องตัวและไหลลื่น ซึ่งถือว่าเป็น 3 คะแนนสำคัญที่เว็บไซต์และคอนเทนต์ยุคนี้ต้องทำให้ได้

2.เข้าถึงความเข้าใจผู้ค้นหา
แม้ว่า Keyword จะเป็นหัวใจหลักของการทำ SEO แต่การใช้คีย์เดิม ๆ จะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์หรือเพจเกี่ยวกับธุรกิจใดก็ตาม รวมไปถึงการทำคอนเทนต์การใส่ Keyword จะต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อย ๆ โดยจะต้องเน้นหา Keyword ที่มีค่า Volume สูงที่สุดและต้องมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจของคุณโดยตรง หรือมีความใกล้เคียงกันมาใช้ภายในเว็บไซต์, เพจ หรือคอนเทนต์ของคุณให้บ่อยครั้งมากที่สุด เพื่อทำให้การจัดอันดับเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

3.ทำให้เหมาะสมต่อการใช้งาน
ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม คือ การจัดทำเว็บไซต์และการทำคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่จะต้องเหมาะสมต่อการใช้งานของอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้งานภายในสมาร์ทโฟนที่มีความนิยมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ที่ชื่นชอบการ Search หาเรื่องราวต่าง ๆ ภายใน Google ที่ใช้ผ่านมือถือเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

4.คุณภาพ​ต้องมาก่อน
สิ่งที่เน้นย้ำอยู่เสมอว่ามีความสำคัญต่อการทำ SEO อย่างมาก คือ เรื่องของความเชี่ยวชาญในบทความที่ถูกผลิตออกมา โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดของบทความที่คุณทำขึ้น คือ เรื่องของคุณภาพ ไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร, รูปแบบไหน หรือเป็นเว็บธุรกิจและ Social ที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณ การเขียนบทความควรเชื่อมต่อกับเนื้อหาของคุณโดยตรง ไม่เช่นนั้น Google อาจมองว่าบทความคุณเป็นสแปม ที่สำคัญคือการใช้บทความมาเป็นตัวช่วยอันทรงพลัง ยิ่งเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแพร่หลายและกระจายความสนใจออกไปได้มากเท่านั้น

5.บทความยาว ให้ผลดีกว่า
ยุคนี้บทความแบบ Long Form ที่มีขนาด 2,000 คำขึ้นไป กลายมาเป็นบทความสำคัญที่ควรอยู่บนหน้าเว็บไซต์มากที่สุด เพราะ Google ค้นพบว่าเทรนด์ของ 2021 บทความที่มีความยาวตั้งแต่ 2,000 คำไปจนถึง 3,000 คำ สามารถที่จะสร้างกราฟิกบนเว็บไซต์ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมการใส่ H1, H2 และ H3 ไว้อย่างเหมาะสม มีการเพิ่ม Keyword ที่แนบเนียน เพียงเท่านี้การทำ SEO ก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การทำ SEO จะทรงพลังมากขึ้น ถ้าคุณตามเทรนด์ของ Google และ Search engine ชื่อดังต่าง ๆ อยู่เสมอ เพราะการรู้ทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามานั้น จะสามารถสร้างประสิทธิภาพในการทำ SEO ของคุณให้ได้ผลและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

4 ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจยุคดิจิทัลมือใหม่ต้องรู้

ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดแบบนี้ พนักงานออฟฟิศหลายคนก็ผลันตัวมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือนักธุรกิจออนไลน์กันมากมาย แต่การทำธุรกิจออนไลน์จะสำเร็จด้วยสิ่ง ๆ หนึ่งได้ที่เรียกว่า SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือเพจที่ทำธุรกิจติดอันดับการค้นหาต้น ๆ บนโลก Google อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นมาดูกันว่า 4 ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจยุคดิจิทัลมือใหม่จะต้องรู้นั้นมีอะไรบ้าง

1.สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์
แน่นอนไม่ว่าใครที่ค้นหาอะไรก็ตามใน Google ก็จะต้องกดเข้าผลลัพธ์ของการค้นหาในเว็บไซต์ที่ถูกจัดไว้เป็นอันดับแรก ๆ ของหน้า Google อยู่แล้ว ซึ่งการทำ SEO ทำให้เว็บไซต์ของเราแสดงผลลัพธ์ในหน้าแรก ๆ จึงทำให้แบรนด์หรือเว็บไซต์ของเราดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วย

2.ทำให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำ
ถัดจากข้อแรกก็มาสู่ข้อนี้เป็นอันดับต่อไป เมื่อเว็บไซต์ได้ปรากฏใน search engine เป็นอันดับต้น ๆ แล้ว จึงไม่แปลกที่ผู้ใช้จะจดจำแบรนด์ของเราได้จากข้อนี้ เพราะมักจะเห็นผ่านหน้าผ่านตาอยู่เสมอ ซึ่งข้อนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเว็บไซต์ของเรามี keyword และเนื้อหาที่ผู้ค้นหาส่วนมากต้องการนั่นเอง

3.สร้างหรือขยายฐานลูกค้าใหม่
การทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ก็ส่งผลให้เราได้ลูกค้ากลุ่มเดิม ดังนั้นการ SEO จึงเป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านโลกออนไลน์หรือ Google จากการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ นอกจากจะได้ฐานลูกค้าใหม่จากการค้นหาแล้ว ก็ยังช่วยให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามเป้าหมาย และเพิ่มยอดขายไปในตัว แถมยังมีโอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะเป็นที่รู้จักในต่างประเทศทั่วโลกอีกด้วย

4.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำตลาด
การทำตลาดในบางครั้งก็ต้องพึ่งการยิงโฆษณาผ่านเสิร์จเอ็นจินหรือแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเวลาที่จะต้องทำตลาดในระยะหนึ่ง แต่ถ้าเว็บไซต์ของเรามีการทำ SEO ที่ดีก็สามารถนำธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่มากหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย หากเทียบกับบริการอื่น ๆ ที่ต้องจ้างบริษัทต่าง ๆ ทำให้

คงจะเข้าใจกันแล้วว่าการทำ SEO ดีต่อธุรกิจบนโลกดิจิทัลยุคใหม่แค่ไหน แต่การทำ SEO จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อเพจหรือเว็บไซต์เลือกใช้ Keywords ที่เหมาะสม มีบทความที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและมีการอัปเดทตามเทรนด์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดออนไลน์ ณ ตอนนั้น ที่สำคัญต้องใจเย็นและอดทนรอคอย เพราะ SEO ต้องใช้เวลานานกว่าการยิงโฆษณา แต่ถ้าหากติดอันดับได้เมื่อใด ก็จะอยู่ในอันดับนั้นไปอีกระยะเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีก็เป็นได้ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ได้อย่างมาก

รวมมาให้แล้ว เทรนด์การทำ SEO ให้ติดอันดับใน Google ประจำปี 2021

ในยุคนี้ไม่ว่าจะสงสัยอะไรหรืออยากรู้เรื่องไหน เชื่อว่าหลายคนนิยมหาคำตอบผ่าน Google เพราะไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ Google ต่างมีคำตอบให้เสมอ และเพราะปัจจุบันใคร ๆ ต่างค้นหาสิ่งที่ต้องการผ่าน Search Engine ประเภทนี้ นั่นทำให้นักการตลาดออนไลน์ให้ความสำคัญกับการทำ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นเว็บไซต์ และสำหรับใครที่กำลังปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ลองมาดูว่าปี 2021 จะมีเทรนด์การทำ SEO อย่างไรบ้างให้ปังสุด ๆ

สำหรับเหตุผลที่ต้องอัปเดตเทรนด์การทำ SEO เสมอ นั่นก็เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์การให้คะแนนของ Google เพราะแม้ว่าวันนี้เว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับต้น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นในอนาคตอาจตกอันดับก็เป็นได้ นั่นเพราะ Google พัฒนาระบบการวิเคราะห์เว็บไซต์อยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ให้ผู้ใช้งานสามารถกดค้นหาและเจอผลลัพธ์ใกล้เคียงความต้องการมากที่สุด

เทรนด์การทำ SEO ให้ติดอันดับ Google ประจำปี 2021

Page Experience
เพราะ Google จะมีระบบสำหรับวัดประสบการณ์การใช้งานหรือที่เรียกว่า Core Web Vitals ซึ่งเจ้าระบบนี้จะวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ คุณภาพการดาวน์โหลดเว็บไซต์ ระยะเวลาใช้งาน ประสิทธิภาพการแสดงผลผ่านสมาร์ตโฟน ที่สำคัญคือการเป็นเว็บไซต์ที่ปลอดภัย ไม่เป็นสแปม

คอนเทนต์ออริจินัลที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
เนื่องจาก Google จะไม่ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ซ้ำ ๆ หรือคอนเทนต์ที่คัดลอกมา ดังนั้น อีกหนึ่งปัจจัยปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ คือการจัดทำคอนเทนต์ต้นฉบับหรือคอนเทนต์ที่ไม่มีใครเหมือน ไม่ลอกเลียนแบบ กล่าวคือเป็นคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและหาอ่านได้จากเว็บไซต์คุณเท่านั้น

Featured Snippets
เคยสังเกตหรือไม่ว่าบางครั้งเมื่อกดค้นหาใน Google แล้วเจอคำตอบการค้นหาทันที ซึ่งจะปรากฎอยู่อันดับแรกของการค้นหา โดยเรียกว่า Featured Snippets หรือตัวแสดงผลการค้นหาอันดับศูนย์ (Rank zero) จุดเด่นของ Featured Snippets คือ ผู้ใช้งานสามารถได้คำตอบที่ต้องการทันทีแบบไม่ต้องคลิก ตอบโจทย์การค้นหาแบบรวดเร็วทันใจได้เป็นอย่างดี

Voice Search ก็สำคัญ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมื่อปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้ใช้งาน Voice Search เพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการค้นหาด้วยเสียง เทคนิคง่าย ๆ คือต้องให้ความสำคัญกับ Long – Tail Keyword หรือคีย์เวิร์ดยาว แทนที่จะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว

นักการตลาดออนไลน์ที่ต้องการปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ใน Google อย่าลืมติดตามเทรนด์การจัดทำ SEO ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ เพื่อรักษาอันดับเว็บไซต์ของคุณไว้ โดยควรทำอย่างต่อเนื่องเพราะการทำ SEO ที่ถูกต้องจำเป็นต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการพัฒนาคอนเทนต์และเว็บไซต์ เพื่อผลักดันและรักษาอันดับบน Search Engine ได้นั่นเอง