SEO สำคัญอย่างไร

SEO เป็นคำที่นักธุรกิจออนไลน์มือใหม่หลายคนยังไม่เข้าใจ แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์จำนวนมากแนะนำให้ทำเสมอ โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ใหม่ ๆ หรือเพจใน Facebook ในบทความนี้ เราจึงรวมประเด็นความสำคัญของ SEO มาให้มือใหม่ที่สนใจทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ทราบ ดังนี้

1.เพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้
ระบบ SEO เป็นแบบ Organic หมายความว่า ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หากเว็บไซต์ใดทำ SEO สอดคล้องกับหลักการของ Google หรือ Facebook ย่อมทำให้มีโอกาสนำเสนออยู่ในรายชื่อเว็บไซต์แนะนำด้านบนของหน้าต่างการสืบค้น หรือ SERPs (search engine result pages) อยู่เสมอ ดังนั้น หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณหรือเพจเป็นที่รู้จักเมื่อมีการค้นหาด้วย keyword ใด ๆ ก็จำเป็นต้องทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ

2.เพิ่มยอดขายได้จริง
การเพิ่มยอดขายสัมพันธ์กับจำนวนผู้ที่เห็นเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ของคุณปรากฏอยู่ในอันดับที่ 1 ของการค้นหาด้วย keyword ใด ๆ เช่น เสื้อผ้า อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก นั่นหมายความว่า กลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาข้อมูลและอยากเลือกซื้อสินค้านั้น ๆ เห็นเว็บไซต์ของคุณปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับแรก ก็มีแนวโน้มเกือบ 100% ที่จะสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ของคุณทันที เพราะมีความเชื่อมั่นในระบบ algorithm ของ Google ว่าข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณจะมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์และเป็นเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้สูง

3.เพิ่มช่องทางการตลาดได้กว้างขวาง
การเปิดเว็บไซต์ควบคู่กับเพจใน Facebook และทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเท่ากับว่าคุณมีหลายช่องทางการตลาดในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ คือ คนไทยนิยมหาข้อมูลบนสองแพลตฟอร์มนี้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงสละเวลาศึกษาระบบ SEO และลงมือทำจริงจัง ในเวลาไม่นาน จะมียอดผู้เข้าชมข้อมูลในเว็บไซต์และเพจของคุณหลายร้อยถึงหลายพันคนต่อวันได้

4.ควบคุมต้นทุนในการโฆษณา
หากคุณคุ้นเคยกับระบบการซื้อพื้นที่โฆษณาหรือประมูลโฆษณา หรือประมูลเพื่อการโฆษณาแข่งขันกับเว็บไซต์เจ้าอื่น ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรทำ SEO ควบคู่กันไปด้วย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาในระยะยาว เพราะเว็บไซต์หรือเพจที่มีคุณภาพ จะสามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองได้ทันที ผ่านระบบ Organic SEO ที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินประมูลหรือซื้อพื้นที่โฆษณาแต่อย่างใด

5.ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
เนื่องจากระบบออนไลน์เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก หากคุณทำเว็บไซต์ 2 ภาษา หรือเน้นข้อมูลที่มีสาระ มีสินค้าคุณภาพสูงที่ตรงกับความสนใจของชาวต่างชาติ โพสต์ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ และไม่มองข้ามการทำ SEO ก็จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าชาวต่างชาติได้ง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชาสัมพันธ์สินค้าในต่างประเทศ

จะเห็นได้ว่า ระบบ SEO เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจที่มีความมุ่งมั่นทำเว็บไซต์และเพจ ให้ประโยชน์สาระแก่ผู้ชม และต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจออนไลน์ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มุ่งมั่นทำธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตได้ดีในอนาคต ก็ควรศึกษาและเริ่มทำ SEO ตั้งแต่วันนี้

เทคนิคพื้นฐานในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

เทรนด์การตลาดออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ต้องยกให้กับการทำ SEO จึงทำให้หลายองค์กรและหลายธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการทำ SEO มากขึ้น โดย SEO นั้น หากอธิบายง่าย ๆ คือ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ใน Search Engine เช่น Google, Youtube และ Yahoo เป็นต้น เพราะการติดหน้าแรกของ Search Engine นอกจากจะทำให้ดูน่าเชื่อถือแล้ว ยังทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นธุรกิจและบริการของคุณได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และเมื่อการทำ SEO มีข้อดีแบบนี้ ลองมาดูกันว่าจะมีพื้นฐานอย่างไรในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

เนื้อหาต้องโดนใจ
Content is King คำนี้ยังใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะยุคที่ใคร ๆ ต่างหันมาบริโภคคอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งเทคนิคง่าย ๆ ในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องเริ่มต้นโดยการผลิตคอนเทนต์ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และควรเป็นคอนเทนต์ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน ที่สำคัญควรอัปเดตสม่ำเสมอเพื่อให้มีเนื้อหาใหม่ ๆ ตลอดเวลา

คีย์เวิร์ดต้องใช่
นอกจากคอนเทนต์สดใหม่และน่าสนใจแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหา เช่น หากเป็นเว็บไซต์ขายเครื่องสำอางเกาหลี กลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหาคำว่า “เครื่องสำอางเกาหลี” โดยคีย์เวิร์ดเหล่านี้ควรนำมาใช้ประกอบการเขียนคอนเทนต์ ซึ่งหากเลือกใช้คีย์เวิร์ดตอบโจทย์ตรงประเด็น ย่อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

ความรวดเร็วในการโหลดเข้าเว็บไซต์
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์ที่พอคลิกเข้าไปทีไรกลับต้องรอนาน จนหลายครั้งตัดสินใจคลิกปิดเว็บไซต์และไปใช้งานเว็บไซต์อื่น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเสียโอกาสเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ดังนั้น อย่าลืมใช้ Page Speed Insights หรือเครื่องมือทดสอบความเร็วเว็บไซต์ก่อนเสมอ

เว็บไซต์น่าเชื่อถือ
ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ประกอบด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโปรโตคอลความปลอดภัยแบบ https:// และการมีคนคลิกเข้าชมจำนวนมาก การมีผู้ใช้งานครั้งละนาน ๆ รวมถึงการถูกนำ URL ไปอ้างอิงในเว็บไซต์อื่น ๆ และมีผู้ใช้งานใหม่ ๆ คลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์คุณน่าเชื่อถือ เพราะมีผู้ติดตามจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ

Mobile Friendly
เนื่องด้วยในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักเยี่ยมชมเว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น การออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนย่อมมีส่วนช่วยเพิ่มคะแนนเว็บไซต์ เพราะฉะนั้นจึงควรออกแบบให้ขนาดตัวหนังสือกำลังดี อ่านแล้วสบายตา นอกจากนี้รูปภาพต้องสวย ไฟล์มีขนาดเล็กเพื่อให้โหลดเร็ว ขนาดภาพไม่ใหญ่จนเกินขนาดหน้าจอหรือเล็กจนมองไม่ชัด

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจและสนใจปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับด้วย SEO อย่าลืมคำนึงถึงเทคนิคพื้นฐานเหล่านี้ที่รับรองว่าจะช่วยผลักดันสินค้าและบริการของคุณให้เป็นที่รู้จักและสามารถติดอันดับต้น ๆ ของ Search Engine ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอีกด้วย

แนะนำ 5 เครื่องมือช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้นกว่าที่คิด

สำหรับนักธุรกิจออนไลน์มือใหม่บางคนมักจะเข้าใจว่าการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพจะต้องใช้คำซ้ำกันบ่อย ๆ ในบทความหรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งความจริงแล้วผิดถนัด เพราะการใช้คำซ้ำฟุ่มเฟือยจนผิดธรรมชาตินอกจากจะสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ใช้งานแล้ว ยังอาจะทำให้ Google มองว่าเป็น “สแปม” ซึ่งอาจถึงขั้นถูกปิดกั้นการเข้าถึงเลยก็ได้ ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 เครื่องมือที่จะช่วยให้การทำ SEO ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นและง่ายขึ้นจนคุณคิดไม่ถึง

1.เครื่องมือสำหรับเลือกใช้ “คีย์เวิร์ด”
เครื่องมือสำหรับการเลือกใช้ คีย์เวิร์ด สำหรับใส่ในบทความหรือคอนเทนต์ SEO ให้มีประสิทธิภาพนั้นมีด้วยการหลายโปรแกรม แต่ที่ได้รับความนิยมคงหนีไม่พ้น Google Keyword Planner เพราะเป็นเครื่องมือที่เราสามารถนำคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เราต้องการมาเปรียบเทียบว่า คีย์เวิร์ด ไหนถูกผู้ใช้งาน Google ใช้ค้นหามากกว่ากัน ยิ่งเป็นคำที่มีคู่แข่งน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ SEO ของเราติดอันดับมากเท่านั้น

2.เครื่องมือตรวจคุณภาพเว็บไซต์
เป็นโปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์เราว่ามีอิทธิพลต่อการทำ SEO มากน้อยแค่ไหน โดยเครื่องมือเหล่านี้จะทำหน้าที่วิเคราะห์หาส่วนที่ควรปรับปรุงเพื่อช่วยส่งเสริมให้ SEO ที่อยู่ในเว็บไซต์ของเรามีโอกาสติดอันดับมากขึ้น โดยโปรแกรมที่ได้รับความนิยมและใช้ง่ายสำหรับมือใหม่ ได้แก่ MozPro และ Webceo

3.เครื่องมือติดตามการเข้าเว็บไซต์ หรือ Backlink
เครื่องมือนี้จะช่วยให้เราสามารถติดตามผลเมื่อมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมยังเว็บไซต์ของเราได้ว่า คนนั้นเข้ามาชมเว็บไซต์เราจากลิงก์ไหน ซึ่งจะทำให้เรารู้ได้ว่าบทความหรือคอนเทนต์ไหนในเว็บไซต์เราที่มีผู้กดเข้ามาเยี่ยมชมมากหรือน้อยกว่ากัน ซึ่งช่วยให้เราสามารถปรับปรุงคอนเทนต์ที่ไม่ได้รับความนิยมได้นั่นเอง โดยเครื่องมือที่นิยมใช้ได้แก่ Google Search Console และ Open Site Exporer

4.เครื่องมือปรับแต่งบทความให้สู้กับคู่แข่งได้
เป็นเครื่องมือปรับแต่งบทความหรือคอนเทนต์ของเรา โดยจะคอยตรวจสอบว่าบทความ SEO ที่เราทำนั้นอยู่ในระดับใด สามารถแข่งกับบทความหรือคอนเทนต์ SEO ในหมวดเดียวกันที่ออนไลน์อยู่ก่อนแล้วได้หรือไม่ เพื่อช่วยให้เราสามารถวางแผนและปรับปรุงเนื้อหาได้นั่นเอง โปรแกรมที่นิยมใช้กัน เช่น เช่น SEO Yoast และ All in one SEO

5.เครื่องมือตรวจเช็คอันดับเว็บไซต์
เป็นเครื่องมือที่เอาไว้คอยเช็คอันดับเว็บไซต์ของเราว่าติดอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่จากการค้นหา โดยจะแสดงเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ย ซึ่งช่วยให้เรารู้ตำแหน่งแห่งที่ของเว็บไซต์ในสารบบ Google โปรแกรมที่นิยม ได้แก่ Rank Tracker, RankWatch และ MozPro

อย่างไรก็ตาม การจะใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น ต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนจนช่ำชอง ยิ่งเราใช้เครื่องมือเหล่านี้เก่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่การทำ SEO ของเราจะติดอันดับดี ๆ บน Google ได้มากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO
สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

การทำ SEO ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ออนไลน์ยุคใหม่ ซึ่งนักธุรกิจที่ต้องการประสบสำเร็จทั้งด้านยอดขายสินค้าและบริการ และขยายฐานลูกค้า จำเป็นต้องเรียนรู้หลักการพื้นฐานที่เราได้รวบรวมไว้ ดังนี้

1.เนื้อหาสำคัญที่สุด
เนื้อหาของเว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อ่านอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การทำเว็บไซต์จำหน่ายน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ก็ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยผักผลไม้สด ว่าแต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไร ช่วยลดความเสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง ฯลฯ โดยมีข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและเชื่อมโยงมาสู่การขายสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นต้องเลือกผู้เขียนบทความที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ จะทำให้ผู้อ่านสนใจและเกิดการบอกต่อ ซึ่งดีกว่าการเขียนบทความที่เน้นการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

2.การทำลิงก์เชื่อมโยง
การทำลิงก์เชื่อมโยงข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มอันดับ SEO และเสริมความน่าสนใจของบทความต่าง ๆ แนะนำให้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่เว็บไซต์ต่างประเทศที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน จะทำให้ส่งเสริมความน่าเชื่อถือของบทความได้อย่างมาก นอกจากนี้ ยังต้องทำลิงก์เชื่อมโยงโพสต์บทความใหม่ ๆ ไปที่บทความเก่า ๆ ที่เคยเขียน เพื่อเพิ่มค่า traffic ด้วย ทั้งนี้ ต้องคอยตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ปลายทางหรือชื่อลิงก์ไม่ให้มีปัญหา เช่น ตัวสะกดผิด หรือเชื่อมไปสู่เว็บไซต์ที่ปิดให้บริการแล้ว เพราะจะทำให้อันดับ SEO ลดลงได้ กรณีที่ตั้งชื่อลิงก์ใหม่ ๆ ควรตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการสะกดวรรณยุกต์และสระที่ผิดพลาด

3.ใส่คีย์เวิร์ด SEO อย่างเหมาะสม
คีย์เวิร์ด SEO จำเป็นต่อการเพิ่มอำนาจการสืบค้นบทความ ต้องใส่ในส่วนหัวเรื่อง บทย่อ คำนำ เนื้อหา สรุป กระจายให้อยู่ทั่วไป และไม่ทำ spam keyword ที่เป็นการซ้ำคำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลตรวจจับและปรับอันดับให้แย่ลงได้ ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใส่ คีย์เวิร์ด SEO แบบยาวและมีความจำเพาะเจาะจงต่อกลุ่มลูกค้ามากขึ้น จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น เช่น ใช้คำว่า “รองเท้ากีฬา Nike สีชมพู ผู้หญิง” จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพศหญิงที่ชอบออกกำลังกายได้ดียิ่งกว่าการใช้คำสั้นว่า “รองเท้ากีฬา”

4.เว็บไซต์ต้องสวยงามใช้ง่ายกับทุกเครื่องมือ
ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ในปัจจุบันมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย จึงเปิดดูข้อมูลผ่านอุปกรณ์ไอทีหลายแบบ ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ฯลฯ ซึ่งมีขนาดรูปร่างหน้าจอที่แตกต่างกัน จึงต้องศึกษาการวางรูปแบบของเว็บไซต์ให้เหมาะสม โดยปรึกษากับทีมผู้เชี่ยวชาญในการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อมั่นใจได้ว่าลูกค้าที่ใช้บริการจะได้รับความประทับใจแน่นอน

เราหวังว่าหลักการพื้นฐานที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อ จะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจออนไลน์ทุกคนในการแก้ไขจุดบกพร่อง และเสริมจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

4 หลักการเขียนบทความ SEO ที่มีประสิทธิภาพ
4 หลักการเขียนบทความ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

การเขียนบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ส่งผลดีต่อการทำการตลาดเพราะทำให้แบรนด์ของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 4 หลักการเขียนบทความ SEO มาบอกคุณเพื่อจะได้มีเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่ติดอันดับ GOOGLE และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเป็นเทคนิคที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที

1.มีคีย์เวิร์ดตรงกับการตลาด
การทำเนื้อหาบนเว็บไซต์ สิ่งสำคัญจะต้องมีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับการทำการตลาด เช่น หากคุณต้องการขายครีมก็จะต้องเจาะลงไปว่าทำ ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงผิวกาย หรือครีมไว้แต้มสิว เพราะเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับบน GOOGLE ได้ จะต้องเป็นบทความที่มีคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่ผู้คนค้นหา แล้ว GOOGLE จะแสดงหน้าเว็บที่มีคีย์เวิร์ดนั้น อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนนี้ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเว็บไซต์จะได้อยู่ที่อันดับเท่าไร

2.คีย์เวิร์ดมีการเว้นวรรค
หากสมมุติว่าได้เขียนบทความขึ้นมา 1,000 คำ ในบทความนั้นจะต้องมีการเว้นวรรคคีย์เวิร์ดในลักษณะเว้นหัวและเว้นท้าย เช่น คำว่า ครีมบำรุงผิวกาย ให้เว้นวรรคก่อนตามด้วยคำว่า ครีมบำรุงผิวกาย แล้วเว้นวรรคอีกครั้งหรือถ้าเว็บไซต์ได้เขียนเกี่ยวกับการทำงานออนไลน์ GOOGLE ก็จะเอาคำว่า งานออนไลน์ ติดเป็นคำค้นหา จึงควรให้มีการเว้นวรรคหัวตามด้วยคำว่า งานออนไลน์ แล้วเว้นวรรคท้าย เป็นต้น

3.เนื้อหาเกี่ยวข้องกับแบรนด์
การทำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่ทำอยู่เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ GOOGLE เข้าใจง่ายว่าเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่จะได้ คือ BACKLINK ซึ่งเป็นลิงก์ของเว็บไซต์ที่ไปติดอยู่บนเว็บอื่นที่มีคุณภาพและมีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ แล้ว GOOGLE ก็จะไปเก็บข้อมูลแล้วตามต่อเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ หมายความว่า เป็นลิงก์ที่ย้อนกลับมาในเว็บไซต์ของคุณ ได้คะแนนความน่าเชื่อถือจาก GOOGLE และมีส่วนช่วยดันเว็บไซต์ของคุณให้ติดอันดับต้น ๆ ได้ (แล้วแต่คีย์เวิร์ด) เช่น ถ้าคุณทำเพจเกี่ยวกับครีมบำรุงผิวหน้า ก็ควรนำเพจไปทำ BACKLINK ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับครีมบำรุงผิวหน้าหรือความงาม เป็นการฝากลิงก์เข้าไปถ้าเว็บไซต์นั้นสามารถให้โพสต์ลิงก์ได้แต่ต้องระวังไม่ไปสแปม

4.เนื้อหาหลากหลายและมีประโยชน์
การเขียนบทความที่มีประโยชน์และมีเนื้อหาที่หลากหลาย อาจจะมีหัวข้อคล้ายกัน อย่างน้อยวันละ 1 บทความ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ ข่าว อธิบายข้อมูลสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และจะได้รับการบอกต่อหรือแชร์ไปยังสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ด้วย

ทั้ง 4 หลักการเขียนบทความ SEO ดังกล่าวข้างต้น จะช่วยให้คนเข้าเว็บไซต์ หรือมี TRAFFIC สูง ส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณดีดตัวขึ้นไปจนมีโอกาสติดอันดับหน้าหนึ่งได้ ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของเว็บไซต์เพราะช่วยให้ทำธุรกิจออนไลน์แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโฆษณามากนัก รวมถึงทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากเนื้อหาด้วย

จะจ้างบริษัททำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง
จะจ้างบริษัททำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เป็นที่นิยมมากในปี 2020 ทำให้มีบริษัทรับจ้างทํา SEO ให้เว็บไซต์ปรากฏขึ้นจำนวนมาก แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง เพื่อเลือกบริษัทที่เป็นมืออาชีพและน่าไว้วางใจมากที่สุด เราได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ที่นี่แล้ว 

1. การการันตีผลทำ SEO

บริษัทรับทำ SEO จำนวนไม่น้อยประชาสัมพันธ์ว่าทำให้เว็บไซต์คุณขึ้นไปสู่อันดับหนึ่งได้ตลอดเวลา ซึ่งที่จริงแล้ว เนื่องจากการทำ SEO ไม่สามารถที่จะผูกขาดอันดับได้ เนื่องจากระบบอัลกอริทึมของ Google จะมาเก็บข้อมูลเป็นระยะ ๆ แล้วเทียบกับเว็บไซต์อื่นที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน แม้แต่บริษัทที่มีฝีมือ ก็ยังการันตีได้เพียงว่าทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ top3 เท่านั้น ถ้าบริษัทใดการันตีอันดับหนึ่งตลอดเวลา ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง หรืออาจมีการทำผิดกติกาของ Google ซึ่งจะเป็นผลเสียกับเว็บไซต์ในระยะยาวได้

2. ขั้นตอนการทำงาน

บริษัทที่เป็นมืออาชีพจะแจ้งก่อนที่จะทำสัญญากันว่า ลูกค้าจะต้องมีการระบุ keyword ที่ต้องการทำ SEO เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญของบริษัทไปตรวจสอบและวิเคราะห์ว่ามีอัตราการแข่งขันสูงมากน้อยแค่ไหน แล้วประเมินราคางานเป็นตัวเลขที่เหมาะสมลงในใบเสนอราคา เช่น ถ้าเป็น keyword ที่มีการแข่งขันสูงหรือที่เรียกว่า Red Ocean ก็จะมีค่าบริการที่แพงกว่า keyword ที่ไม่มีคู่แข่งหรือมีคู่แข่งน้อยนั่นเอง

3. ประสบการณ์การทำงาน

คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่า บริษัทที่เป็นมือใหม่สามารถที่จะทำ SEO ของคุณได้ประสบความสำเร็จ เราแนะนำให้เข้าไปในเว็บไซต์หรือห้องแชทต่าง ๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จ้างงาน SEO หรือดูผลรีวิวจากลูกค้าเก่า ว่ามีความพึงพอใจการทำ SEO มากน้อยเพียงใด ถ้าคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับสถานความงาม คุณก็ควรจะดูว่าลูกค้าเก่าของบริษัททำ SEO นั้นมีธุรกิจด้านของโรงพยาบาล คลินิก สถานเสริมความงามอยู่บ้างหรือไม่ด้วย เป็นต้น

4. การชดเชยถ้าไม่ได้ผลตามที่การันตี

ถ้ามีการรับประกันผลความพึงพอใจหลังการทำงาน เช่น หากไม่ติดอันดับ top10 แล้ว จะคืนเงินให้หรือจ่ายค่าปรับ จะทำให้ลูกค้ามั่นใจได้มากขึ้น 

5. มีระบบการรายงานผลเป็นประจำ

หลังการจ้างงาน ทางบริษัทรับทำ SEO ต้องมีการรายงานเป็นตัวเลขสถิติหรือผลงานหลังบ้านรายวันทางอีเมลให้เจ้าของเว็บไซต์ เพื่อความโปร่งใสว่ามีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคนเข้าชมเว็บไซต์ หรือมีพัฒนาการของอันดับ SEO ในคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ จริง เป็นต้น

ก่อนการจ้างทำ SEO บริษัทใดก็ตาม คุณต้องพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมา เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันระหว่างแต่ละบริษัทว่าควรเลือกบริษัทใดดี และเทคนิคนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงถูกหลอกจากมิจฉาชีพ หรือได้ผลงาน SEO ที่ไม่สมกับค่าใช้จ่ายได้ด้วย

การทำ SEO เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google อย่างไรบ้าง

SEO สิ่งแรกที่คุณควรพิจารณา คือ จะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันราคาไม่แพงมากนักประมาณ 3,000 – 5,000 บาท ก็สามารถจ้างฟรีแลนซ์ทำได้แล้ว อาจจะไม่ต้องสวยหรือหรูหรามากมายก็ได้ และหากเมื่อเป็นเจ้าของเว็บไซต์แล้ว การทำ SEO เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google อย่างไร เป็นสิ่งที่ควรรับรู้ต่อไป ถ้ายังไม่ทราบ เรามีคำตอบให้กับคุณ ดังต่อไปนี้

ค้นหาคำที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ

สมมติว่าธุรกิจของคุณมีการขายอาหารแมวและมีความต้องการให้ลูกค้าค้นหาร้านของคุณ แต่ถ้าลูกค้าได้พิมพ์คำว่า “อาหารแมว” ซึ่งเป็นคำที่กว้าง ๆ ไม่เจาะจง ทำให้ไม่ทราบว่าลูกค้ามีความต้องการอะไรอย่างแท้จริงเพราะลูกค้าบางคนอยากทราบว่าอาหารแมวมีแบรนด์อะไรบ้าง หรืออยากทราบปริมาณการรับประทานของแมวมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น การทำ SEO จะเกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของ Google ได้ดีขึ้น ก็ต่อเมื่อ คำที่ได้ค้นหาค่อนข้างเจาะจง เช่น อาหารแมวราคาถูก ร้านอาหารแมวใกล้ตัว อาหารสำหรับลูกแมว เป็นต้น กล่าวคือ ถึงแม้ว่ามีคนค้นหาได้น้อยกว่าคำที่กว้าง แต่ก็ทำให้ผู้คนได้ค้นหาสิ่งที่อยากได้ในใจ หรือสามารถตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งจะทำให้มีโอกาสขายได้มากขึ้นนั่นเอง เทคนิคนี้ใช้กันกว้างขวาง

SEO หลายหน้า ตอบโจทย์ Google ได้ดี

หากหนึ่งหน้าของเว็บไซต์มีหลายคีย์เวิร์ดพร้อมกัน ประมาณ 5 – 6 คีย์เวิร์ด เช่น อาหารแมวตัวเล็ก อาหารแมวตัวโต อาหารแมวข้างถนน อาหารแมวเปอร์เซีย อาหารแมวไทย เป็นต้น ซึ่งการทำ SEO ด้วยหลายคีย์เวิร์ดในหนึ่งหน้าเว็บไซต์จะส่งผลต่อวิธีการทำงานของ Google คือ โอกาสจะติดอันดับได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้น จะดีไม่น้อยเลยหากมีหลายหน้าเว็บไซต์ที่แยกการเจาะจงลงไปในแต่ละคำค้นหา เพราะผู้คนจะค้นหาคำแต่ละอย่างหรือคำที่ตอบโจทย์จริง ๆ เช่น หน้าหนึ่งให้เหมาะกับคีย์เวิร์ดอาหารแมวตัวเล็ก อีกหน้าหนึ่งให้เหมาะกับคีย์เวิร์ดอาหารแมวตัวโต เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีโอกาสติดอันดับได้สูงอีกด้วย ส่วนในเรื่องของเวลาการทำหลายหน้าเว็บไซต์จะไม่เสียเวลามากนักประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง แน่นอนว่ามันคือเรื่องถูกต้อง เว็บฟุตบอลที่มีนักเตะดังหลายคน ราอูล ฆิเมเนซ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ โรนัลโด้ ก็ควรทำ SEO แต่ละหน้านักเตะแยกกันไป

นี่คือการลงทุนในระยะยาวบน Google

การทำ SEO ที่เกี่ยวข้องกับ Google เป็นการลงทุนระยะยาว เพราะสิ่งที่คุณทำในวันนี้ โอกาสจะเห็นผลลัพธ์ได้ต้องใช้ระยะเวลานาน บางคน 6 เดือน หรือบางคนอาจจะใช้เวลาถึง 1 ปี ในการติดอันดับบน Google อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การลงทุนระยะยาวด้วยการทำ SEO ก็จะดีกว่าการลงทุนลงโฆษณาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณหลายหมื่นถึงหลักแสนบาท โดยเฉพาะคนที่ไม่มีงบประมาณในการลงโฆษณา

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคนเข้ามายังเว็บไซต์แล้ว จะสามารถทำเงินหรือสร้างรายได้หรือไม่นั้น นอกจากขึ้นอยู่กับการทำ SEO แล้ว แต่ละคนยังต้องมีความสามารถในการทำธุรกิจ เพราะบางเว็บไซต์มีคนเข้ามาเพียงวันละพันคนก็ทำเงินได้หลายแสน บางเว็บไซต์มีคนเข้ามาวันละหลายพันคนก็ไม่สามารถทำเงินก็เป็นไปได้ อยู่ที่การวางเป้าหมายและวัตถุประสงค์ รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์การขายที่ถูกต้อง จึงจะประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายผ่านเว็บไซต์ได้

เทคนิค (ไม่) ลับ SEO สำหรับตลาด SME
เทคนิค (ไม่) ลับ SEO สำหรับตลาด SME

ในปัจจุบันมีธุรกิจแบบ Small and Medium Enterprise หรือ SME ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีขนาดกลางและขนาดย่อมที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการผลิต การบริการและการค้า จำนวนมากขึ้น ทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูง การทำเว็บไซต์จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเรื่องการโฆษณาให้กับธุรกิจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด โดยเทคนิคในการทำ SEO สำหรับการตลาด SME มีดังนี้

วิเคราะห์คู่แข่ง ในอดีตการวิเคราะห์คู่แข่งอาจหมายถึงการทดลองซื้อสินค้า หรือใช้บริการของคู่แข่งเพื่อให้ทราบจุดอ่อนจุดแข่ง แต่สำหรับการวิเคราะห์ความนิยมของเว็บไซต์คู่แข่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ Google Trend เพียงกรอก URL ของเว็บคู่แข่งและเว็บไซต์ของเราก็ทำให้ทราบว่าเว็บไซต์ของใครกำลังเป็นที่นิยม

เลือกใช้ Long tail Keyword เพื่อทำการตลาด เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ธุรกิจแบบ SME เป็นเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้การใช้ Long tail Keyword และแทรก Location ลงไป จะทำให้คนในท้องถิ่นรู้จักสินค้าหรือบริการมากขึ้น เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น พิษณุโลก, ช่างไฟฟ้า ในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น ความเฉพาะเจาะจงเป็นสิ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าสินค้าหรือบริการนั้นเกิดมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นโดยเฉพาะ

แทรก Keyword ลงในสื่อโซเชียลมีเดีย การทำการตลาดที่ดีไม่ควรจำกัดอยู่ในช่องทางเดียว การทำการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอื่น เช่น Facebook, Line@ และ Instagram ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น โดยวิธีการทำ SEO บน Social media อื่น ๆ เพียงโพสต์ Content และแทรก Keyword ลงในชื่อและเนื้อหาของ Content นั้น

ทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟน ปัจจุบันสมาร์ทโฟนถือเป็นอุปกรณ์หลักที่คนจำนวนมากใช้งาน การทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟนจึงเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ทันที

อัปเดตคอนเทนต์สม่ำเสมอ ความสม่ำเสมอทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเรื่องราวที่น่าสนใจได้เสมอและยังทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้าหรือบริการของบริษัทหรือร้านค้า โดยการเขียนคอนเทนต์ที่ดีควรมีจำนวนคำมากกว่า 300 คำขึ้นไปและหากทำ VDO Content ควรมีความยาวประมาณ 3 นาทีเป็นอย่างน้อย โดยต้องแทรก Keyword หลายแบบ เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น

สร้างคอนเทนต์ด้วยเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ วิธีหาหัวข้อคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจสามารถหาได้จากการนำ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายค้นหาใน Search Engine และมองหาหัวข้อคำถามที่กลุ่มเป้าหมายเคยมีการตั้งกระทู้ถามในสื่อต่าง ๆ มาใช้

การทำการตลาดด้วย SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเข้าถึงจากกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายหรือกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนประกอบของ KPI ที่คนส่วนใหญ่นำมาประเมินในการทำ SEO

การทำ SEO ก็เป็นการทำงานอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการวัดผลเพื่อทราบว่าการลงมือทำงานไปนั้นได้ประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน โดยแต่ละคนก็จะมีการวัดประสิทธิภาพการทำงานของ SEO ที่แตกต่างกันไป โดยวันนี้เรามี KPI ที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการวัดผล SEO มาให้คุณลองนำไปประยุกต์ใช้กับการทำ SEO ของคุณแล้ว ว่าแต่จะมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลยดีกว่า

KPI วัดผลอะไรได้บ้าง

จำนวนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์บน search engine – ยิ่งมีคนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณด้วยวิธี organic หรือเป็นวิธีที่ไม่ได้ใช้เงินจ่ายค่าโฆษณามากเท่าไหร่ ก็หมายความว่าการทำ SEO ของคุณได้ผล และที่มากกว่านั้นคือบทความหรือ meta data ที่คุณใส่ลงไปมีสิ่งที่ดึงดูดคนให้กดไปสู่เว็บไซต์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ

การไต่ขึ้นอันดับไปบนหน้าแรกของ search engine – KPI ที่คนทำ SEO ต้องเจอและหนักใจมากที่สุดก็คือการไต่อันดับขึ้นไปหน้าแรกของ search engine นั่นเอง ซึ่งเป็น KPI หัวใจหลักของ SEO อยู่แล้ว โดย KPI ตัวนี้อาจใช้เวลานานในการวัดผล เพราะการขึ้นอันดับไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นเดียวกัน

คะแนนคุณภาพของโดเมนหรือ domain authority – โดเมนถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการทำ SEO เพราะหากโดเมนของคุณมีคุณภาพและมีคะแนนที่ดี ก็ยิ่งทำให้เว็บไซต์ไต่ขึ้นอันดับได้ง่าย โดยการเช็คคะแนนนั้นสามารถเช็คได้หลายเว็บไซต์ เช่น https://linklifting.com/ ที่สามารถตรวจสอบคุณภาพของโดเมนไปพร้อม ๆ กับ keyword ที่คุณต้องการ

คะแนนคุณภาพของ external link หรือ backlink SEO metric – การทำ off-page SEO นั้นมี external link หรือ backlink เป็นส่วนประกอบ หากคุณมีการทำ backlink อยู่ ก็ควรเช็คคะแนนที่ search engine ให้แก่เว็บไซต์ของคุณด้วย โดยเว็บไซต์ที่ใช้ในการเช็คคะแนน backlink นั้นมีหลายเว็บไซต์เลยทีเดียว เช่น https://www.semrush.com/

คะแนนคุณภาพของ internal link SEO metric – การตรวจคุณภาพของ internal link นั้น มีวิธีการทำเช่นเดียวกับการเช็คคะแนน backlink ซึ่งแตกต่างกันแค่ตรงที่การเช็คคะแนน internal link เป็นการให้คะแนน link ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของคุณเอง โดยมีเว็บไซต์ที่ใช้ในการตรวจสอบหลายตัว เช่น https://ahrefs.com/ ที่เป็นที่ชื่นชอบและนิยมใช้ในหมู่คนทำ SEO

conversion ที่ได้ – แน่นอนว่าการทำ SEO นั้นจะทำให้คนมองเห็นเว็บไซต์หรือหน้าบน platform ที่คุณต้องการให้เห็น ฉะนั้นการหลายคนจึงนำ conversion เช่น ยอดขาย, ยอดคลิก, ยอดวิว, ยอดแชร์ มาเป็น KPI ในการทำ SEO

เห็นไหมว่าการทำ SEO นั้นก็จำเป็นต้องมี KPI เพื่อนำมาใช้ในการวัดผลเช่นเดียวกัน ซึ่งการนำ KPI แต่ละตัวมาใช้นั้น ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการทำ SEO ของแต่ละคน โดยไม่สามารถใช้เหมือนกันได้ทั้งหมด แล้วคุณล่ะใช้ KPI ตัวไหนอยู่บ้าง

KPI วัดผลอะไรได้บ้าง

การทำ SEO ช่วยส่งเสริมธุรกิจได้อย่างไร ในโลกออนไลน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุค 4.0 โลกช่างหมุนเร็วกว่าแต่ก่อนมาก ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนที่ไปอย่างว่องไว การทำธุรกิจไม่ก็ได้ยากแบบแต่ก่อนอีกแล้ว ด้วยสื่อต่าง ๆ มากมายทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเวลาชั่วข้ามคืน ซึ่งการทำ SEO เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยผลักดันธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นวิธีการโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและประหยัดงบประมาณมากที่สุด จึงไม่แปลกเลยที่ SEO จะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันธุรกิจออนไลน์ในยุค 4.0

การทำ SEO ช่วยส่งเสริมธุรกิจได้อย่างไร ในโลกออนไลน์

ขั้นตอนของการทำ SEO อย่างหนึ่งคือการสร้าง Content เพื่อให้บทความที่เราสร้างขึ้นมานั้นมีความน่าสนใจ แน่นอนว่าผู้อ่านจะได้ความรู้จาก Content นั้น ๆ และยังเป็นการสร้างฐานผู้ติดตามในอนาคตอีกด้วย เพราะถ้าเราสร้าง Content ดี ลูกค้าจะติดตามเว็บไซต์ของเราและยังบอกต่อแชร์ข้อมูลไปยังเพื่อน ๆ ในสังคมออนไลน์อีกด้วย

ธุรกิจออนไลน์ในยุค 4.0 ไม่จำเป็นต้องลงโฆษณากันเป็นแสนเป็นล้านบาทเพื่อผลตอบรับที่ไม่อาจคาดเดาได้อีกแล้ว เพราะการทำ SEO ถือเป็นการโฆษณาต้นทุนต่ำที่ใช้เครื่องมือระดับโลก ซึ่งนั่นก็คือ Google เนื่องจากว่าหัวใจหลักในการทำ SEO จะใช้ Keyword ในการสร้างบทความ ดังนั้นเราจะได้ลูกค้าที่เหมาะสมและตรงกลุ่มเป้าหมายกับธุรกิจของเรามากที่สุด

ขอขยายความการทำ SEO ที่อาศัย Keyword เป็นพื้นฐานที่จะทำให้ได้ลูกค้าที่เหมาะสมกับธุรกิจของเรามากที่สุด ก็เนื่องจากผู้ที่สนใจในสินค้าหรือบริการที่ตรงกับธุรกิจของเราจะพิมพ์ค้นหาด้วยคำหรือ Keyword ที่เราได้ทำ SEO เอาไว้ และถ้าเว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับต้น ๆ แน่นอนว่าเขาจะต้องคลิกเข้ามาอ่านก่อนอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะได้ลูกค้า จะมีมากกว่าเว็บไซต์อื่น ๆ ด้วย

ในยุค 4.0 ถ้ามีอะไรดี เป็นประโยชน์ หรือน่าสนใจ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะแชร์เรื่องราวเหล่านั้นลงไปบนโลกออนไลน์ ทำให้บทความสาระต่าง ๆ ถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าหนังสือพิมพ์ตอนเช้าเสียอีก หากเราสามารถสร้าง Content ที่ดีได้ จะเป็นการรักษาฐานลูกค้าเก่า ในขณะเดียวกันลูกค้าใหม่ ๆ ก็เข้ามาสนใจติดตามอย่างต่อเนื่อง

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราถูกดันขึ้นไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ของ Search Engine ระดับโลกอย่าง Google ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลูกค้าเห็นสินค้าหรือบริการของเรามากที่สุดแล้ว ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของเราอีกด้วย

จากที่กล่าวมาพบว่าในยุค 4.0 ที่ทุกอย่างง่ายดายนี้เอง การแข่งขันก็สูงตามไปด้วย การเลือกเครื่องมือที่จะช่วยทุ่นแรงให้เราได้เปรียบคู่แข่งก็เป็นเหมือนทางลัดสู่ความสำเร็จ การทำ SEO ถือเป็นหนึ่งในทางลัดที่จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของเราเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกันก็ใช้ต้นทุนในการโฆษณาต่ำมาก หากผู้ทำ SEO มีความพยายามและใส่ใจมากพอ รับรองได้เลยว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

ก้าวทันยุค 4.0 ทำ SEO ช่วยผลักดันธุรกิจออนไลน์ให้โตอย่างรวดเร็ว